อนาคตการสาธารณสุขปฐมภูมิในประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤติ เศรษฐกิจโลก ตอนที่ 4

Read Time:4 Minute, 17 Second

แนวทางปฏิบัติในการส่งแพทย์ไปประจำในหน่วยงานที่ให้บริการด้านสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในพื้นที่ชนบทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการทบทวนแก้ไขใหม่

หนึ่งในวิธีที่รัฐบาลไทยใช้ในการกระจายแพทย์ลงสู่หน่วยงานที่ให้บริการด้านสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในพื้นที่ชนบทคือการบังคับให้แพทย์จบใหม่ต้องออกไปใช้ทุนเพื่อเพิ่มพูนทักษะเป็นเวลา 3 ปีเพื่อเป็นการตอบแทนค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลเป็นผู้ออกให้ตลอดการเรียนในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นร้อนที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนเนื่องจากแพทย์จบใหม่สามารถลดระยะเวลาการชดใช้ทุนโดยการจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 400,000 บาทเพื่อไถ่ถอนตัวเองได้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลภายในประเทศ (internal brain drain) กล่าวคือทั้งแพทย์และพยาบาลต่างพากันย้ายหนีจากระบบสาธารณสุขของรัฐไปยังโรงพยาบาลเอกชนและจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่ตัวเมืองใหญ่ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและเหตุผลอื่นๆ การศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายถ่ายเทแพทย์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พบว่า แพทย์ที่มีอายุมากมักจะทำงานอยู่ในพื้นที่ชนบทได้นานกว่าแพทย์ที่มีอายุน้อยและแพทย์หญิงมักจะทำงานในพื้นที่ชนบทเป็นระยะเวลาสั้นกว่าแพทย์ชาย

นอกจากนี้ การสำรวจที่ทำในปี พ.ศ.2516 ยังพบอีกว่า ระยะเวลาเฉลี่ยที่แพทย์ทำงานในพื้นที่ชนบทคือ 6.1 ปี ในขณะที่การสำรวจในปี พ.ศ.2536 กลับพบว่าระยะเวลาเฉลี่ยที่แพทย์ทำงานในพื้นที่ชนบทลดลงเหลือเพียง 2.5 ปีเท่านั้น เมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมสามารถประมาณการได้ว่าประมาณร้อยละ 50 ของแพทย์จบใหม่ที่ใช้ทุนครบ 3 ปีย้ายกลับเข้าสู่เมืองใหญ่ นอกจากนี้ แพทย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยภูมิภาค อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีแนวโน้มที่จะย้ายกลับเข้าเมืองใหญ่น้อยกว่าแพทย์ที่จบการศึกษาจากสถาบันแพทย์ในส่วนกลางเช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานวิจัยที่ทำการศึกษาอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาสำคัญยังคงขาดแคลนอยู่

ผลการศึกษาจากงานวิจัยต่างๆจำเป็นอย่างยิ่งต่อการระบุว่าทรัพยากรหรือปัจจัยใดบ้างที่ยังขาดแคลน ทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลป้อนกลับของผลการดำเนินงานของโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ถูกเน้นย้ำในงานวิจัยด้านการสาธารณสุขของไทย 2 การศึกษาซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยงานวิจัยแรกเป็นการศึกษาแบบ retrospective เกี่ยวกับการจัดการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดจากโรคดังกล่าวในสถานบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ซึ่งมาจากการสุ่มเลือกจำนวนทั้งสิ้น 37 แห่งและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ.2551

ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยพบว่าผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร (poor compliance) จนอาจเรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการประเมินเพื่อปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้ ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังพบว่ามีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอันได้แก่ภาวะประสาทส่วนปลายเสื่อม (neuropathy) และแผลเรื้อรังที่เท้า (foot ulcer) ในระดับที่สูงจนน่าตกใจอีกด้วย สำหรับงานวิจัยที่สองนั้นเป็นการศึกษาที่ทำในลักษณะ prospective/ controlled study เกี่ยวกับภาวะความดันโลหิตสูงในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งให้ผลการศึกษาเป็นที่น่าพึงพอใจ จุดประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้คือเพื่อพัฒนาระบบการทำงานของผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข และผู้นำครอบครัวด้านสุขอนามัยให้มีการประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการทำงานที่เกิดจากงานวิจัยชิ้นนี้จัดว่าเป็นรูปแบบระบบการทำงานที่มีประสิทธิผลดีมีลักษณะที่เป็นไปอย่างยั่งยืนและสามารถปรับใช้กับท้องที่อื่นได้เป็นอย่างดี

เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการจำกัดการใช้อย่างเหมาะสม

ระบบการประเมินเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health Technology Assessment, HTA) ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาในรายละเอียดและต้องการทรัพยากรที่จำเป็นเพิ่มเติม ผู้วิจัยเกี่ยวกับระบบข้างต้นได้อธิบายถึงขั้นตอนของระบบการประเมินเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไว้ 3 ขั้นตอนดังนี้

1. ระบุชนิดของเทคโนโลยีที่ต้องการการประเมินคุณค่า

2. ดำเนินการตามระเบียบแบบแผนของการประเมิน

3. ประเมินเทคโนโลยีนั้นๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน

หน่วยงานที่มีชื่อว่า “Health Intervention and Technology Assessment Group (HITA)” เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีให้กับหน่วยงานอื่นๆระดับประเทศซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผนและประเมินเทคโนโลยีต่างๆ HITA ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์กรภาครัฐทั้งสิ้น 4 องค์กร ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข

ประเด็นเรื่องการควบคุมการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งดังที่กล่าวไปแล้วว่ากระบวนการประเมินและควบคุมการใช้เทคโนโลยีที่หละหลวมและไม่ดีพอย่อมส่งผลกระทบต่อการกระจายงบประมาณด้านสาธารณสุขไปยังส่วนอื่นๆที่จำเป็น รวมถึงก่อให้เกิดการล่มสลายของระบบสาธารณสุขในที่สุด ตัวอย่างที่ดีของกรณีเช่นนี้ได้แก่การใช้อุปกรณ์ MRI และ PET-CT scan ที่มากเกินความจำเป็นในปัจจุบัน.

หมอดื้อ 5 มิ.ย. 2559 05:01 น.

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %