ชีวิตหมอกับประสบการณ์วิญญาณ (ตอนที่ 3)

Read Time:6 Minute, 10 Second

หลังจากที่หมอเล่าประสบการณ์วิญญาณไปสองตอน ในคอลัมน์สุขภาพหรรษา หมอดื้อ (เผยแพร่วันที่ 24 เมษายนและวันที่ 1 พฤษภาคม 2565) นอกจากที่มีเพื่อน พี่ๆ และน้องๆ ในแวดวงการดูแลรักษาบริบาลคนป่วย ได้มาเล่าประสบการณ์ตนเองให้หมอฟัง ยังมีน้องแซวว่า เดี๋ยวนี้หมอดื้อกลายเป็น “สายมู” ไปซะแล้ว

เลยทำให้หมอเป็นงงมาก ต้องรีบเปิดอาจารย์กู (เกิ้ล) เลยเข้าใจแล้วว่า สายมู คือ “มูเตลู” ที่เป็นบทความในไทยรัฐออนไลน์ เดือนเมษายนปีนี้เอง และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องลี้ลับ ของขลัง ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ การเสริมดวงโชคชะตา การทำคุณไสย การทำเสน่ห์ต่างๆ คำนี้มาจากหนังสยองขวัญ สัญชาติอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปี 1979 ที่มีหญิงสาวสองคนปิ๊งหนุ่มคนเดียวกัน และร่ายรำคาถาต่างๆ

ทั้งนี้ หมอเลยได้อธิบายไปว่า ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นเรื่องที่ประสบพบมาด้วยตัวเอง และอีกทั้งมีคนอื่นร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ดังนั้น ถ้าเป็นสายมู ท่าทางจะกลายเป็น “มูหมู่” หรือ “หมู่มู” คือเจอทั้งกลุ่ม

เล่ามายาว มาถึงตอนนี้เป็นประสบการณ์วิญญาณ แต่ท่าทางจะเป็นวิญญาณของหมอเอง ในเหตุการณ์เฉียดตาย (near death) ที่มีหนังฝรั่งหลายเรื่อง อาทิเช่น แฟลทไลน์เนอร์ (flatliner) ที่มีนักเรียนแพทย์เล่นกันเอง ทำให้หัวใจหยุดเต้น และทำการบำบัด ฟื้นคืนชีวิต กระตุกไฟฟ้าหัวใจ ทำให้คลื่นหัวใจที่ราบเรียบไปแล้ว เต้นขึ้นมาใหม่ และเห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตในขณะที่ตายไปชั่วขณะ และสิ่งร้ายๆที่ทำไปตามมาหลอกหลอนอีกในชีวิตปัจจุบัน

ทั้งนี้ เรื่องประสบการณ์เฉียดตาย อยู่ในความสนใจของหมอและนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับทางสมอง สัมพันธ์กับจิต ความทรงจำ ความนึกคิด และอื่นๆ และมีการประชุม เช่น ที่สถาบัน New York Academy of Science ในปี 2013 โดยมีนักจิตวิทยาทางสมอง หมอที่เฉียดตายจากการจมน้ำ ศาสตราจารย์ทางสมอง และทางเวชบำบัดวิกฤติ มีการศึกษาเรื่อยมา กระทั่งต่อมามีการประชุมกันอีกในปี 2019 ในเรื่องเกิดอะไรขึ้นเมื่อหัวใจหยุดเต้น ประกอบด้วย หมอและนักวิทยาศาสตร์ ที่ทำงานในห้องฉุกเฉินทางด้านหัวใจ และในไอซียูทางสมอง และผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาในกระบวนการวิทยาศาสตร์ การปลุกฟื้นคืนชีพ (Resuscitation science) เมื่อหัวใจหยุดเต้น และการดูแลผู้ป่วย หลังจากที่หัวใจหยุดเต้นแล้วและช่วยหัวใจกลับฟื้นขึ้นมา โดยที่สมองอาจจะกลับมาได้ทั้งหมด หรือกลับมาได้บางส่วน หรือยังคงเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทราอยู่

ดังนั้น การพยายามที่จะไขสิ่งที่พบในคนที่รอดชีวิตจะเป็นเงื่อนสำคัญ ในการอธิบายการทำงานเชื่อมโยงของระบบต่างๆของร่างกายกับสมอง จิตวิญญาณ ทางวิทยาศาสตร์

เรื่องของหมอเองนั้น เกิดขึ้นจากการที่หมอเป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบทางด้านซ้าย โดยเมื่อเดิน ไอ จามหรือเบ่ง ก็จะตุงและปวดบริเวณนั้น และแม้จะใส่กางเกงในชุดรัดพิเศษก็ทานไม่ไหว เลยตัดสินใจตามที่รุ่นพี่แนะนำว่า ผ่าซะเถอะ

ทั้งนี้ การผ่าไส้เลื่อน ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหร่ อีกทั้งพี่ดมยา ก็บอกว่า ไม่ต้องดมยาสลบหรอก เป็นการบล็อกหลัง โดยทำให้ชาจากปลายเท้าจนกระทั่งขึ้นมาเลยบริเวณที่จะต้องผ่า ดังนั้น เวลาที่ผ่าก็ยังพูดคุยกันได้อย่างสนุกสนาน ระหว่างพี่หมอผ่าตัด พี่ดมยาและน้องพยาบาลผู้ช่วย

ทั้งนี้ โดยกระบวนการก่อนผ่าตัด ก็จะมีการตรวจสอบว่า มีแพ้ยาอะไรบ้าง รุนแรงแค่ไหน โดยที่หมอเองเคยแขนหักและได้รับยาแก้ปวดมอร์ฟีน ขณะที่ทำการเคลื่อนกระดูกที่หักให้เข้าที่และแพ้ แต่ในตอนนั้นเพียงแต่ความดันตก ยังไม่ถึงกับช็อกและเพียงให้น้ำเกลือบำบัดไม่กี่ชั่วโมงก็เป็นปกติ

บนเตียงผ่าตัด การบล็อกหลังด้วยยาชา หมอที่เป็นคนป่วยเองก็นอนตะแคงคู้เข่า เพื่อให้พี่หมอดมยาแทงเข็มผ่านช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังเข้าไป เพื่อส่งยาเข้าไปในช่องว่างที่มีเส้นประสาทอยู่ และรอจนกระทั่งชาสนิทจริงจากปลายเท้าขึ้นมาจนถึงระดับเหนือสะดือ และนอนหงายเพื่อให้ทำการผ่าตัด

ระหว่างที่เริ่มผ่าตัดนั้น ราบรื่น ยังจำได้ว่าคุยกันสนุกสนาน เล่าเรื่องนั้น เรื่องนี้กัน แต่การผ่าไส้เลื่อนนั้นจะมีกระบวนการที่เข้าไปดึงเยื่อบุช่องท้องบางส่วน และทำให้หมอมีความรู้สึกเหมือนจุกท้อง เลยได้บอกว่า ท่าทางจะไม่ไหว ทั้งนี้ โดยที่ไม่ต้องดมยาสลบ พี่หมอก็ฉีดยาแก้ปวดให้ ที่ไม่ใช่มอร์ฟีน หลังจากนั้นก็ถามไถ่กันว่า น้อง (คือตัวหมอเองที่นอนบนเตียงผ่าตัด) เป็นไงบ้าง ช่วงนั้นเอง เกิดมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน คลื่นไส้ จำได้ว่า บอกไปอย่างทุลักทุเลว่า ไม่น่าจะไหว เวียนหัวมากเหลือเกิน ทุกคนก็บอกว่า…ไม่น่านะ เพราะความดันก็…ทั้งนี้ พี่หมอพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็บอกว่าความดันตกแล้ว และหมอเองดูเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น

และขณะเวลานั้น เป็นช่วงที่ทรมานมาก มีเวียนหัวคล้ายตัวหมุน แต่ถัดมา อาการเวียนหัวดูเบาลงไปบ้างนิดหน่อย แต่ยังอย่างทรมานอยู่ และกลับมีภาพเหมือนจริง สามมิติทุกอย่าง ตั้งแต่หมอยังเด็กๆ ยืนร้องไห้มองดูฝนตก ที่เม็ดฝนกระทบพื้น มองดูเป็นรูปเก้าอี้ ที่มีพนักหรือเป็นรูปมงกุฎ และขณะนั้นดูหดหู่เหลือเกิน มีภาพที่เล่นกับเพื่อน จับแมลงปอมาเด็ดหาง ผูกเชือกและให้แมลงปอบินไป จับจิ้งหรีดกัดกัน

และยังมีภาพที่เอาไฟไปลนฆ่ามดจนกระทั่งไปติดเสื่อ บ้านจะไฟไหม้ด้วยซ้ำ และเลื่อนไปถึงตอนเป็นเด็กประถม ออกจากโรงเรียนเจอคุณยายอายุมาก หาบขนมมาขาย หมอเอาค่าข้าวที่พอเหลืออยู่บ้าง ให้คุณยายไป โดยไม่ได้รับขนมมา ทำเช่นนี้เป็นประจำ จนวันหนึ่งคุณยายหายไปและไม่เจออีกเลย

ภาพต่างๆเหล่านี้ ลื่นไหลไปเร็วมาก จนมีภาพที่เสียคนป่วยรายแรกในชีวิต ตอนที่เป็นหมอฝึกหัด และคนป่วยเป็นเพียงผู้หญิงอายุไม่มาก ไปทำแท้งผิดกฎหมาย และเกิดติดเชื้อ เชื้อเข้ากระแสเลือด จนช็อก และทำการผ่าตัด ตัดมดลูกที่ติดเชื้อรุนแรงออก

หมอและพี่หมอแพทย์ประจำบ้าน ยืนน้ำตาซึมกัน คิดกันว่า ทำไมเราช่วยไม่ได้ เราขาดให้ยาปฏิชีวนะอะไรไปหรือเปล่า…

ภาพต่างๆที่ไหลมาดูเต็มไปหมด แต่ทั้งหมดนี้ น่าจะกินเวลาเป็นวินาที คล้ายกับม้วนฟิล์มไปเร็วๆ

และจู่ๆ ความรู้สึกไม่สบาย ทรมานหายไปเป็นปลิดทิ้ง คล้ายมีลมเย็นพัดเข้ามา และเหมือนอยู่ในอุโมงค์ที่เห็นแสงสว่างอยู่ข้างหน้า และตอนนั้น ความรู้สึกคือพร้อมใจ เต็มใจ ที่จะเดินและกำลังเดินไปหาแสงสว่างโดยไม่ได้มีห่วงอะไรเลยอยู่ข้างหลัง

แต่แล้ว ก็กลับมาสู่สภาพนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดเหมือนเดิม ยังถามรอบข้างว่า ช็อกไปหรืออย่างไรใช่ไหมครับ พี่ก็บอกว่าแป๊บเดียวเท่านั้น ไม่เป็นไร

ช่วงเวลา “แป๊บเดียว” สำหรับหมอ ดูเหมือนทบทวนสิ่งที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กจนถึงปัจจุบัน และคล้ายกับหักลบกลบหนี้ไปแล้ว ผลออกมาไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว

หมอเชื่อว่า พวกเราหลายคนคงจะเจออะไรคล้ายแบบนี้มา บางคนอาจจะน่ากลัว แต่ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจว่า สิ่งที่ทำมาตลอดนั้น ไม่ได้หายไปไหน และควรจะตอกย้ำพวกเราทุกคนว่า เราจะจากไปเมื่อไหร่ก็ได้ และบุญกรรมที่มาจากการกระทำของตนเอง ของตัวเอง ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ชั่วชีวิตจะปรากฏขึ้นให้เห็น

ชีวิตที่คงอยู่ขณะนี้ ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ขณะนี้ ถึงเวลานั้น ไม่ได้ช่วยอะไร เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ช่วยคน ที่ไม่สามารถมีโอกาสที่ดีอย่างที่เรามี เป็นสิ่งที่เราควรต้องทำทุกคน

รักและเป็นห่วงทุกคนครับ.

หมอดื้อ

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %