ต้นตอโควิดยิ่งเลวร้าย กระพือข้อมูลเท็จให้สับสน

Read Time:7 Minute, 9 Second
ต้นตอโควิดยิ่งเลวร้าย กระพือข้อมูลเท็จให้สับสน
ไทยรัฐ 29/12/63
สกู๊ปหน้า 1
เมื่อรัฐบาลยกระดับมาตรการคุมเข้มสกัดกั้นไวรัสโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ ที่กำลังแพร่กระจายเชื้อออกไปตามภูมิภาคไม่ต่ำกว่า 31 จังหวัด ทำให้ “ตัวเลขผู้ติดเชื้อ” ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรายวัน ต้นเหตุระบาดครั้งนี้ถูกระบุมาจาก “แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา” ลักลอบเข้ามาทำงานปะปนใน “ตลาดกลางกุ้ง และตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร” ตามข้อสันนิษฐาน “การถอดรหัสพันธุกรรมเป็นไวรัสสายพันธุ์จีเอช (GH)” ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ อ.แม่สอด จ.ตาก
และจุดต้นกำเนิดมาจาก “ประเทศอินเดีย” ระบาดมา “รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา” ที่มีคนเมียนมาบางส่วนรับเชื้อลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย จนเกิดระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยนี้ ทำให้มีมาตรการ “วัวหายล้อมคอก” ด้วยกระทรวงแรงงานร่วม สตช. สตม. ตั้งชุดเฉพาะกิจออกตรวจแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
ขยายผลจับกุมดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมายนี้
ในการจำกัดควบคุม “เคลื่อนย้ายแรงงาน” เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าตรวจคัดกรองในสถานประกอบการที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงสัมผัสเชื้อให้ทราบผลใน 3-4 ชั่วโมง ถ้าพบเชื้อก็เข้าสู่กระบวนการควบคุมดูแลรักษาตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ที่เป็นแนวทางการช่วยกันหยุดแพร่การระบาดโรคได้อย่างรวดเร็วนี้
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บอกว่า การระบาดระลอกนี้ซับซ้อนกว่าครั้งต้นปี 2563 เพราะมีจุดระเบิดในตลาดกลางกุ้ง และตลาดทะเลไทย ลักษณะพื้นที่มี “แรงงานต่างด้าว” อาศัยอยู่แออัดหนาแน่นเหมาะต่อการติดต่อมาก
ผู้ติดเชื้อรายใหม่นี้มักเป็น “แรงงานเมียนมา” ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ที่เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกัน ทั้งตัวแรงงาน และผู้มาซื้อสินค้าในตลาดแห่งนี้ กลายเป็น “ศูนย์กลางระเบิดปะทุเชื้อโควิด-19” กระจายติดต่อกันออกไปภายนอก และขยายเป็นวงกว้างในหลายจังหวัดของประเทศไทย
เช่นนี้แล้วต้องยึดข้อมูลตาม “แหล่งพบผู้ติดเชื้อแสดงอาการ” เป็นหลัก เพื่อตรวจคัดกรองโรคเชิงรุกติดตามผู้ใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด เพราะคาดว่า “พื้นที่พบผู้ป่วยแสดงอาการ” น่าจะมีผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการแฝงอยู่หลายพื้นที่แล้วก็ได้ ในการแยกตัวบุคคลด้วย “เทคนิคพิเศษ” ให้รวดเร็วได้เพียงใด การระบาดครั้งนี้ก็จบเร็วเช่นกัน
ดังนั้น “มาตรการเชิงรุกต้องขยายทั่วประเทศ” ที่ไม่จำกัดเฉพาะคนใน จ.สมุทรสาคร เพราะเชื้อโควิด-19 ได้กระจัดกระจายไปหลายจังหวัดแล้ว ทำให้ต้องตรวจทั้งในคนไม่มีอาการ หรือคนมีอาการเข้าข่ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่อย่าลืมว่า “โควิด-19” ไม่ได้มีอาการไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอไข้ ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่นเท่านั้น
แต่อาการออกมาในรูปแบบ ทั้งเป็นผื่นตามตัว ท้องเสีย ตามัว ปวดหัวก็ได้ ทำให้ต้องแยกตัวออกจากกันด้วยการกระทำจนแน่ใจแล้วว่า คนนั้นไม่มีการติดเชื้อแพร่เชื้อจริงๆ ที่ไม่ใช่หาเชื้อไม่เจอครั้งเดียวแล้วก็สรุปได้ว่า “ไม่มีการติดเชื้อขึ้น” เพราะการตรวจด้วยวิธีแยงจมูกครั้งเดียวสรุปอะไรยังไม่ได้
ทว่า…“การระบาดระลอกใหม่เกิดจากเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์จีเอช (GH)” ก็ไม่มีสัญญาณความอันตรายเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นผลวิเคราะห์พันธุกรรมหาสายพันธุ์โควิด-19 ที่มีจุดประสงค์หาต้นทางในการระบาดเท่านั้น เพราะตามปกติ “โควิด-19” มักผันแปรรหัสพันธุกรรมตามวิวัฒนาการอยู่เสมอ
แต่เพราะ “สายพันธุ์ใน จ.สมุทรสาคร” มีการสมมติฐานถึงสาเหตุ “จำนวนผู้ติดเชื้อเยอะ” ในระดับการแพร่ระบาดติดต่อกันได้ง่ายรวดเร็วผิดปกติ และถูกนำมาเชื่อมโยงกัน “สายพันธุ์ใหม่ในอังกฤษ” ที่แพร่ระบาดในหมู่เด็กได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เก็บเชื้อตัวอย่างถอดรหัสพันธุกรรม และการจำลองเชื้อไวรัสในห้องทดลอง
ทำให้รู้ว่า “โควิดสายพันธุ์จีเอช” แพร่เชื้อติดได้ง่ายกว่าปกติ ที่ข้อมูลนี้เป็นแบบจำลองในห้องทดลองเท่านั้น แตกต่างจาก “สายพันธุ์ใหม่ในอังกฤษ” ปรากฏ “ไวรัสโปรตีน” ทำหน้าที่เกาะจับเซลล์มนุษย์ได้ดีแน่นหนา มักเกิดโรคแทรกซ้อนง่ายกว่าตัวเชื้อโควิด-19 ที่เคยระบาดเมื่อต้นปี 2563 แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันในคนเช่นกัน
ย้อนกลับมา “โควิดสายพันธุ์จีเอช ในไทยระลอกใหม่” เคยมีการระบาดมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 แล้วด้วยซ้ำ ทั้งยังมีสายพันธุ์อื่นอีก เช่น สายพันธ์ G. GR S L O V และ GV แต่ตัวที่น่าจับตามองพิเศษ คือ D614G
เรื่องนี้ไม่เข้าใจว่า…มีความพยายามเชื่อมโยงการผันแปรรหัสพันธุกรรมไวรัส และการดำเนินของโรคในด้านความสามารถในการติดเชื้อ แพร่กระจาย และความรุนแรง ที่เป็นการตั้งสมมติฐานตามข้อมูลการระบาดในพื้นที่นั้นเพื่อสิ่งใด? เพราะ “ทางระบาดวิทยา” และข้อมูลรหัสพันธุกรรม ไม่อาจสะท้อนความเป็นจริงได้เลยด้วยซ้ำ
“การระบาดนี้มักต้องขึ้นอยู่กับมาตรการวินัยทางสังคม และความพร้อมระบบสาธารณสุข อย่าลืมว่าประเทศไทยมีทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตมากเป็นหมื่นคน ดังนั้น ก็แสดงถึงระบบสาธารณสุขไทย มีความเข้มแข็งจนถึงรากหญ้า ที่เป็นความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่า
ในส่วนประสิทธิภาพการแพร่ระบาด และความรุนแรง มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างตามธรรมชาติของ “ตัวไวรัสโควิด-19” มักมีรหัสพันธุกรรมผันแปรไปได้อยู่เสมอ เมื่อเข้าร่างกายคนนั้นจะปรับรหัสไปในระหว่างดำเนินการติดเชื้อ และกลไกที่เกิดความรุนแรง จนเสียชีวิตก็ไม่ได้อยู่ที่จำนวนไวรัสมากน้อยอย่างเดียว
แต่เป็นปฏิกิริยาร่วมกันที่ไวรัสกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบที่มากเกิน และขับเคลื่อนให้มีความเสียหายรุนแรง ถ้าหยุดยั้งไม่ทัน จะทำให้มีความเสียหายเกิดขึ้นถาวรเสียชีวิตตามมา…
สิ่งสำคัญที่กังวลกันของ “การเปลี่ยนพันธุกรรมมากเกินไป” อาจทำให้เทคนิคการตรวจหาเชื้อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น PCR หรืออื่นๆ อาจตรวจจับตัวไวรัสโควิด-19 ไม่ดีเท่าเดิม ถ้าไม่เช็กให้ดีต้องระวังจะตรวจไม่ได้ ทำให้เกิดผลลวงได้ เพราะหน้าตาของไวรัสเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่านั้นเอง
สถานการณ์การระบาดเป็นวงกว้างออกไปเช่นนี้ “การปิดประเทศไม่มีประโยชน์” แต่ต้องเน้นการตรวจคัดกรองเชิงรุก ที่ไม่ใช่รอให้ “ผู้มีอาการหนัก” เดินเข้าโรงพยาบาลแล้วค่อยทำการตรวจวินิจฉัยกัน และสืบสวนโรคติดตามผู้ใกล้ชิดสัมผัสโรคกันภายหลังอย่างที่เห็นก่อนนี้ที่เป็นลักษณะแก้ปัญหาปลายเหตุกัน
แต่สิ่งที่เรียกว่า “เชิงรุกนี้” ต้องเฝ้าระวังป้องกัน “โรคระบาด” นั้นหมายความว่า “ตรวจคัดกรอง” ในกลุ่มผู้มีอาการหรือไม่มีอาการใดๆทันที เรื่องนี้ควรต้องดำเนินการกันมาตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.2563 ในช่วงแรกๆ “เมียนมากรุงแตก” จากการระบาดโควิด-19 เริ่มทยอยลักลอบเข้ามาในไทยใหม่ๆ แล้วด้วยซ้ำ
อีกทั้งยังเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า…“มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร” เป็นแหล่งอาศัย “แรงงานต่างชาติ” ไม่ว่าจะเป็นแบบถูกกฎหมาย และการลักลอบเข้ามาในประเทศ ที่ควรต้องคัดกรองกันตั้งแต่เนิ่นๆแล้วด้วยซ้ำ แต่กลับปล่อยให้ระบาดกัน “กลายเป็นจุดศูนย์กลาง” กระจายเชื้อออกนอกพื้นที่ไปได้หลายจังหวัดตามมา…
เมื่อเป็นเช่นนี้ต้อง “เร่งคัดกรองเชิงรุก” สุ่มตรวจ “ชุมนุมต่างชาติ” ทั่วประเทศ รวมถึง “คนไทย” ด้วย เพื่อจำกัดพื้นที่ระบาดให้แคบลง ด้วยการตรวจเลือดรู้ผล 2 นาที ราคา 100 บาท ถ้า “ผลบวก” ก็กักตัว 14 วัน และยัง “ตรวจเลือดแอนติบอดี” ราคา 1,000 บาท หรือ “การแยงจมูก” ราคา 2,000 บาท ยืนยัน “ผลบวกจริง” ได้อีกด้วยซ้ำ
เชื่อว่า “ในประเทศไทย” ต้องมี “ผู้ติดเชื้อโควิด-19” ไม่แสดงอาการแฝง “แบบไม่รู้ตัว” แต่ไม่ทราบจำนวนเท่าใด เพราะไม่เคย “คัดกรองเชิงรุก” แต่ตามหลักผู้ติดเชื้อ 100 ราย มักแสดงอาการ 20 ราย ในจำนวนนี้จะมีอาการป่วยรุนแรง 10 ราย ถ้าปล่อยให้ติดเชื้อมรณะมากก็จะมีผู้ติดเชื้อแสดงอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นตามมา
ดังนั้น ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “พื้นที่ใดมีผู้ติดเชื้อแสดงอาการ” มากเพียงใด ก็ย่อมมี “ผู้ติดเชื้อ” แบบไม่รู้ตัวที่ไม่แสดงอาการมากกว่าผู้แสดงอาการถึงประมาณ 80% อยู่เสมอ…
สุดท้ายฝากเตือนไว้…“หยุดทำร้ายประเทศไทย” ด้วยการ “กระพือให้เกิดความกลัว” โดยไม่อ้างอิงหลักข้อเท็จจริงทางวิชาการ มิเช่นนั้นสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้จะเลวร้ายกว่าเดิมหลายเท่า.
Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %