ความเพี้ยนของโควิด-19

Read Time:5 Minute, 1 Second
ทั้งนี้ ไม่นับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของผู้ติดเชื้อที่รอดชีวิตไปแล้วและทำให้มีความเสื่อมโทรมของโรคที่เป็นอยู่เก่า หรือที่เกิดขึ้นใหม่จากโควิด-19 และไม่หายสนิทเต็มร้อย และเช่นที่พบในโรคทางสมอง สมองเสื่อม อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ โรคไต และไม่ว่าจะเอ่ยถึงระบบใดก็ตาม

รวมกระทั่งถึงเริ่มสังเกตในเด็กว่ามีการติดเชื้อบ่อยขึ้นและอาการที่เกิดขึ้นนั้น ทอดระยะยาวไม่หายอย่างสมบูรณ์ เป็นเวลาหลายเดือน (long hauler) ทั้งนี้จะเป็นในลักษณะคล้ายกับภาวะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ เป็นไข้เป็นๆ หายๆ หรือ chronic fatigue syndrome

ไวรัสมีความเพี้ยน และ ความเพียรพยายาม ที่จะปรับตัวเอาชนะมนุษยชาติ ทั้งนี้จะเห็นได้ตั้งแต่โครงสร้างชิ้นส่วนของไวรัสทุกท่อน ของ nonstructural (NS) และ structural protein (SP) ถูกออกแบบเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งนี้ในการที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อได้นั้นต้องมีการพรางตัวหลบหลีกระบบป้องกันตัวเองของมนุษย์ จากนั้นจึงทะลุทะลวงเข้าเซลล์และมีการเพิ่มจำนวนโดยมีการสั่งให้เซลล์มนุษย์คอยเอื้อเฟื้อส่งน้ำ ส่งอาหารให้ และมิหนำซ้ำ ไวรัสยังไม่มีน้ำใจ หลอกล่อให้ร่างกายมาต่อสู้ด้วยอาวุธที่ทำให้เกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อมากมายเกินความจำเป็น และยังฆ่าไวรัสไม่หมด ไม่ตายด้วยซ้ำ

ความเพี้ยนและความเพียรของไวรัส ยังสามารถเห็นได้จากการที่ “คุณยาย” ของไวรัสโควิด-19 ที่อยู่ในค้างคาวมงกุฎ RY02 ซึ่งในขณะนั้นในปี 2019 ยังขาดท่อนรหัสพันธุกรรม ที่จะสามารถทะลุทะลวงเข้าเซลล์มนุษย์ได้ แต่ในเวลาถัดมา RY02 ก็กลายเป็น “คุณแม่” ของ โควิด-19 ในค้างคาวมงกุฎที่ต่างสปีชีส์ ออกไปกลายเป็น TG13 และจะด้วยอีท่าไหน ไม่มีใครทราบลงไปเพาะบ่มในตัวลิ่นหรือตัวนิ่ม (pangolin) ที่มีหน้าตาและรหัสพันธุกรรมคล้ายคลึงใกล้เคียงกับโควิด-19 ที่สุด และในที่สุดก็ตั้งตัวในมนุษย์

การแพร่ในมนุษย์นั้น แม้จะยังไม่ถึงขั้นแพร่การหายใจได้อย่าง ซาร์ส ก็ตาม แต่ในสถานการณ์จำเพาะในที่แคบ อับอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่นในยานพาหนะโดยสารที่มีอากาศถ่ายเทจากภายนอกน้อยกว่า 12 ถึง 15 ครั้งต่อชั่วโมง จะทำให้มีโอกาสแพร่กระจายทางอากาศได้ โดยไวรัสฟุ้งลอยอยู่นาน และเมื่อตกอยู่บนพื้นผิวยังสามารถที่จะแพร่ต่อได้อีกอย่างน้อยเก้าวันหรือหลายอาทิตย์ด้วยซ้ำ

การติดเชื้อโควิด-19 ใหม่ครั้งที่สองหลังจากที่ติดเชื้อแบบมีอาการครั้งแรกไปแล้ว (บทความไทยรัฐ สุขภาพหรรษา หมอดื้อ 20 กันยายน 2563) ก็เกิดจากความเพียรของไวรัสจนเพี้ยนในท่อนชิ้นส่วนต่างๆ ของรหัสพันธุกรรมปัจจุบันเราทราบแล้วว่ามีการติดเชื้อใหม่เกิดขึ้นได้จริง และอาจเป็นไปได้มากขึ้น ถ้าทั้งโลกไม่มีการควบคุม และปล่อยให้มีการติดกระจายไปเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้ไวรัสมีการผันแปรของรหัสพันธุกรรมไปจนภูมิที่เกิดจากการติดครั้งแรกทำอะไรไม่ได้ แม้ว่าจะยังมีแอนติบอดีอยู่ในเลือด หรือแม้ว่าจะมีระบบความจำ (memory) ต่อเชื้อก็ตามโดยที่แอนติบอดีหายไปแล้ว แต่ถ้ามีติดเชื้อซํ้าที่หน้าตาไม่เพี้ยนก็ยังป้องกันได้

ทั้งนี้ เนื่องจากเชื้อใหม่ที่หน้าตาไฉไล ร่างกายจำได้ แต่ทำอะไรไม่ได้ และอาจจะทำให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก จากการที่ภูมินำพาไวรัสไปนำส่งเข้าเซลล์ และกระตุ้นการอักเสบไปใหญ่

ผลของการเพี้ยนของไวรัส ยังอาจส่งผลให้การตรวจ PCR พลอยรวนเรไปด้วย เนื่องจากการเพี้ยนเกิดได้ในทุกท่อน ของรหัส nsp sp ซึ่งอาจรวมโปรตีนเสริม accessory pro-tein ดังที่การวิเคราะห์ ใน GISAID แสดงความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการตรวจ PCR ที่มีการเพ่งจำเพาะในการตรวจจับที่ส่วนใด ชิ้นใดของไวรัส และ จับไม่ได้ และเริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการตรวจหาแอน-ติบอดี ในเลือดของผู้ป่วยเพื่อการวินิจฉัย โดยที่การตรวจเพ่งที่ N S หรือ RBD ซึ่งต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การตรวจ “หลุด”

จะเป็นด้วยความผิดพลาดในการตัด-สินใจ วางแผนควบคุมและป้องกันของหลายประเทศหรือไม่ ในการปล่อยให้มีการติดเชื้อไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะทำให้เกิดมีภูมิคุ้มกันหมู่ และในที่สุดแทนที่จะสร้างแรงกดดันไวรัสไม่ให้มีการเพี้ยน กลับปล่อยไวรัสให้เป็นอิสระ และมีการปรับเปลี่ยนหน้าตา รวมกระทั่งถึงการที่ไม่ใส่ใจในการสร้างแรงกดดันภายนอก ซึ่งนั่นก็คือการทำความสะอาดพื้นผิวโดยทั่ว ทั้งในที่ทำงานและในที่สาธารณะซึ่งก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ไวรัสสามารถติดต่อกับคนที่เอามือสัมผัสพื้นผิวที่เต็มไปด้วยไวรัสเหล่านั้น และมีการติดเชื้อแพร่ไปอีก

ประเทศที่ควรต้องดูตัวอย่างคือประเทศจีน ที่มีการคิดนอกกรอบตั้งแต่อาทิตย์ที่สองของการระบาดและปรับตัวใช้เครื่องมืออุปกรณ์ทุกชนิดในการเข้าปะทะกับไวรัสและประเทศไทยควรจะภูมิใจที่สามารถควบคุมไวรัสและควบคุมโรคได้ในลักษณะเดียวกันกับประเทศจีน

แต่การรักษาความดี ความเก่งกล้าอาจจะเป็นเรื่องยากกว่าการรบในช่วงแรก ทั้งนี้ เพราะสงครามระหว่างมนุษยชาติกับโควิด-19 นั้น ยังไม่จบง่ายๆอย่างแน่นอน ทั้งนี้อาจจะต้องเผื่อใจไว้สำหรับวัคซีนซึ่งต้องประสบพบปัญหากับความเพี้ยนของไวรัส และวัคซีนเองจะเข้าพวกกับไวรัสด้วยหรือไม่

สงครามใหญ่ที่อาจจะหนักหนากว่านี้และภาวนาไม่ให้เกิดขึ้นก็คือ การที่ไวรัสโควิด-19 ซึ่งมาจากสัตว์สู่คนและจากคนสู่สัตว์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ไปยังแมว เสือ หมา ตัวมิ้งค์ ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีโคโรนาไวรัสประจำตัวอยู่แล้วและจะสามารถควบรวมเข้ากับโควิด-19 เกิดกลายเป็นตัวใหม่และแพร่กลับเข้าคนหรือไม่ หรือแม้กระทั่ง โควิด-19 ในคนแพร่กลับเข้าไปสู่ค้างคาว บ้านของโคโรนาไวรัสชนิดต่างๆ และเกิดเป็นตัวใหม่อีก

คำว่า “นิวนอร์มอล” คงไม่ใช่คำพูดสละสลวย ที่คิดว่าอาจจะนำมาใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวแต่อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติไปตลอดด้วยความเป็นห่วงนะครับ.

หมอดื้อ

หมอดื้อ 15 พ.ย. 2563 05:01 น.

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
100 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %