โควิด-19 ไม่หยุดยั้ง

Read Time:4 Minute, 27 Second
โควิด-19 ไม่หยุดยั้ง
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
รพ จุฬาลงกรณ์  คณะแพทยศาสตร์
จากความผิดเพี้ยนของหน้าตาไวรัสทำให้วิธีการตรวจคัดกรองว่าติดเชื้อมาหรือไม่หรือกำลังติดเชื้อก็คือการตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันที่เป็นการตอบสนองต่อการติดเชื้อเหมือนกับว่ามีตำหนิ บันทึกประจำตัวคนนั้น และถ้าเลือดเป็นบวกไม่ว่าจะเป็น บวก IgG IgM หรือบวกทั้งสองอย่างยังคงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการปล่อยเชื้อแพร่ไปสู่คนอื่นได้หรือไม่ด้วยการตรวจทางอณูชีวะวิทยา PCR ทั้งนี้ด้วยความระมัดระวังสูงสุดว่าชุดตรวจ PCR สามารถครอบคลุมตัวที่ผิดเพี้ยนไปได้ทั้งหมด
……………………………………
จากปลายปี 2019 เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ปลายปี 2020
ไวรัสตัวนี้ยังคงไม่หยุดความร้อนแรง และยังลุกลามแพร่กระจายไปเรื่อยทั่วโลก ระลอกแล้วระลอกเล่า
ประการสำคัญก็คือคนที่เคยติดไปแล้ว เริ่มมีรายงานมากขึ้นเรื่อยๆว่ามีการติดใหม่และอาการที่เกิดจากการติดใหม่ครั้งที่สองนั้น ไม่ธรรมดาแทนที่จะเป็นน้อยนิดกลับสามารถเกิดอาการได้รุนแรงกว่าครั้งแรกจนถึงมีอาการปอดบวมจนต้องเข้าไอซียู
ลักษณะดังกล่าวตอกย้ำความสามารถของไวรัสที่เพาะบ่มกระบวนการในการผันตัวซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากค้างคาวชนิดหนึ่ง ไปยังต่างชนิด อย่างน้อยเท่าที่มีการติดตามก็คือตั้งแต่ 2004 และลงมาที่สัตว์บกจนกระทั่งมาสู่คนและคนสู่คนในที่สุด และมิหนำซ้ำเมื่อมาสู่คนแล้วยังแพร่ไปสู่สัตว์ตั้งแต่ แมวเสือ หมา ตัวมิ้งค์ เริ่มตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2020 และถึงกับมีการทำลายตัวมิ้งค์มากกว่า 2 ล้านตัว โดยนัยว่า เพื่อกันการระบาดย้อนกลับจากสัตว์มาสู่คนอีก
ทั้งนี้ประเด็นที่ว่า โควิด-19 จากคนมาสัตว์และสัตว์กลับมาสู่คนอีก ถ้าพิจารณาให้ดีจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย ปัญหาอยู่ที่ว่าตัว โควิด-19 ตัวเดิมเมื่อเข้าไปยังสัตว์อื่นอาจมีความสามารถที่จะปรับตัวควบรวมกับโคโรนาไวรัส ที่เป็นสายพันธุ์ประจำของสัตว์ชนิดนั้นๆอยู่แล้วและในที่สุดจะกลายเป็นไวรัสตัวใหม่ได้หรือไม่
ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่น่าจะเกินความเป็นจริงทั้งนี้เนื่องจากตัวไวรัสเองแม้ยังไม่ได้ปรากฏเป็นตัวใหม่แต่สามารถอัพเกรดตัวเองในทิศทางที่เอื้ออำนวยกับตัวไวรัสให้หลบหลีก ระบบภูมิคุ้มกันในมนุษย์ได้เก่งขึ้น
รายที่มีการติดเชื้อครั้งที่สองในสหรัฐเองเกิดขึ้นเพียงแค่หกสัปดาห์หลังจากการติดเชื้อครั้งแรกและเชื้อจากครั้งแรกและครั้งที่สองนั้นเป็นเชื้อที่โคจรอยู่ในมลรัฐเดียวกันแต่มีโครงสร้างที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม จนระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อครั้งแรกไม่สามารถปกป้องเชื้อครั้งที่สองนี้ได้
ลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญทั้งนี้เนื่องจากการวินิจฉัยโดยการใช้กระบวนการอณูชีววิทยา ในการหาเชื้อโดยตรวจจับเจาะจงที่ท่อนส่วนของพันธุกรรมของไวรัสและในปัจจุบันพบแล้วว่าวิธีการตรวจดังกล่าวให้ผลรวนเร ต้องตรวจซ้ำโดยปรับเปลี่ยนการตรวจที่ท่อนพันธุกรรมต่างๆกัน และการยืนยันว่ามีเชื้อหรือไม่นั้นไม่ตรงไปตรงมาที่จะตรวจครั้งเดียวสรุปได้เลย
มิหนำซ้ำไวรัสที่มาจากภูมิภาคต่างๆจากประเทศต่างๆจะมีลักษณะหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแม้ว่าดูจะเหมือนตกอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน เช่นจากประเทศในแถบทวีปแอฟริกาหรือทวีปอเมริกาหรือจากประเทศทางฝั่งยุโรป
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไวรัสผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ถึงขนาดนี้เป็นเพราะการคาดการณ์ว่าการระบาดจะสงบไปเองเมื่อปล่อยให้มีการระบาดในวงกว้างแล้วจนเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่เหมือนกับไวรัสตัวอื่นๆที่ผ่านมาแล้ว แต่ไม่ใช่กับตัวนี้
การปล่อยให้มีการระบาดกระจายจะเปิดโอกาสให้มีการผันแปรรหัสพันธุกรรมได้ในแทบทุกส่วน ดังรายงานเริ่มแรกตั้งแต่ในประเทศจีนและเป็นที่รับทราบทั่วโลกในขณะนี้
จากความผิดเพี้ยนของหน้าตาไวรัสทำให้วิธีการตรวจคัดกรองว่าติดเชื้อมาหรือไม่หรือกำลังติดเชื้อก็คือการตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันที่เป็นการตอบสนองต่อการติดเชื้อเหมือนกับว่ามีตำหนิ บันทึกประจำตัวคนนั้น และถ้าเลือดเป็นบวกไม่ว่าจะเป็น บวก IgG IgM หรือบวกทั้งสองอย่างยังคงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการปล่อยเชื้อแพร่ไปสู่คนอื่นได้หรือไม่ด้วยการตรวจทางอณูชีวะวิทยา PCR ทั้งนี้ด้วยความระมัดระวังสูงสุดว่าชุดตรวจ PCR สามารถครอบคลุมตัวที่ผิดเพี้ยนไปได้ทั้งหมด
ลักษณะดังกล่าวจะเป็นปัญหาหรือไม่กับวัคซีนที่ทั้งโลกกำลังรอคอย ทั้งนี้การออกแบบวัคซีนจะยึดจากไวรัสที่เกิดการระบาดขึ้นในช่วงต่างๆแต่จะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับไวรัสในช่วงปลายปี 2020 จนกระทั่งถึงปีหน้าได้หรือไม่ และถ้าป้องกันไม่ได้ยังจะเกิดอันตรายกับผู้ฉีดวัคซีนหรือไม่ เมื่อเจอะเจอกับไวรัสหน้าตาใหม่ และกลับนำพาไวรัสเข้าพวกกับระบบภูมิคุ้มกันของคนที่ติดเชื้อนั้นๆและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้น
สภาพที่เราเรียกว่า near normal ควรที่จะต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไปตลอดไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้จะดูดีมากก็ตามแต่ต้องไม่ลืมว่าการเริ่มต้นจากจุดเดียว กระจุกเดียวสามารถกระจายเป็นวงกว้างได้อย่างแน่นอนถ้าไม่มีการติดตามสืบสวนสอบสวนอย่างเข้มข้นเหมือนกับที่ประเทศไทยทำได้มาตลอดในระยะเวลาที่ผ่านมาแต่ถ้าประชาชนคนไทยไม่ระวัง ป้องกันตนเองจะทำให้การติดตามควบคุมการกระจายการระบาดของโรคเป็นไปได้ยากขึ้น
ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกคนในประเทศไทย
คนไทย ชาติไทย เพื่อปัจจุบันและอนาคตที่แข็งแรงครับ
Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %