หลุมดำ…งานตีพิมพ์…กับดักระบบการศึกษา

Read Time:6 Minute, 23 Second

ประการที่สอง คือ Excellence ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสอน ต้องสามารถได้ผลิตผล คือ ลูกศิษย์ที่มีคุณภาพใช้งานได้จริง หรือมีผลงานที่ทัดเทียมทางด้านการวิจัยในแขนงต่างๆ ทัดเทียมกับสถาบันมาตรฐานระดับโลก ประการสุดท้าย คือ Recognition ผลงานทั้งปวงส่งผลให้มีสถาบันและประเทศไทย เป็นที่จับตา อึ้งทึ่ง เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกประเทศได้ ทั้งนี้ โดยไม่ได้คำนึงถึงจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ว่าจะมีกี่ชิ้น หลายโครงการดำเนินมาเป็นเวลาหลาย 10 ปี จบลงตรงที่พิมพ์กระดาษในวารสารไม่สามารถนำมาใช้ต่อยอดได้ อาจจะอยู่ตรงต้นน้ำหรือกลางน้ำ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์หรือพัฒนาให้ถึงปลายน้ำ นำมาใช้จริงได้

แต่อนิจจาเวลาผ่านไป 10 ปี หลักเกณฑ์ดังกล่าวที่ลงดีอกดีใจกันยกใหญ่ของสถาบันนั้นยังขลุกขลักไม่สามารถขับเคลื่อนได้ และเช่นเดียวกันระบบการศึกษา ขั้นระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย กระบวนการวิจัยระดับประเทศ ยังคงติดอยู่ใน “กับดัก” ชื่อเสียง

ยึดตามจำนวนตีพิมพ์ในวารสาร ติดอยู่ในหลุมดำโดยไม่สามารถตะกายขึ้นมาจากกับดักได้

“สัมผัสฟ้า…ซับน้ำตา คือ ปรัชญาการวิจัย” ที่เคยเขียนไว้เมื่อ 2554 เช่นกัน โดยข้อความข้างต้นเป็นคำของปราชญ์ท่านหนึ่งของไทยทางด้านสังคม ซึ่งผู้เขียนรับฟังจากเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งเป็นอาจารย์คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ น่าจะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมทั้งทิศทางได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด

สัมผัสฟ้า หมายถึง งานที่วิจัยได้นั้นมีความสุดยอดสูงส่ง ทะลุสู่วงการของโลก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม การแพทย์ สังคม เป็นต้น เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวาง ซึ่งอาจเป็นความรู้ใหม่ ซึ่งแม้นำเอาไปใช้ยังไม่ได้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดหักเหจากความรู้ ความเชื่อเดิมและน่าจะเกิดกลไกกระบวนการที่นำไปสู่การใช้ได้จริง มีประโยชน์ได้จริงในที่สุด

ซับน้ำตา ความหมาย หมายถึง งานที่ได้อาจไม่หวือหวาทะลุฟ้า แต่นำมาตอบโจทย์ แก้ปัญหาในท้องถิ่น แม้แต่จะเป็นแค่หมู่บ้านครัวเรือน แต่นำมาสู่การกินดีอยู่ดี มีความปลอดภัย หรือแม้แต่มีการปรองดอง สมานฉันท์เกิดขึ้น ทั้งนี้ไม่จำเป็น ต้องทำให้คนทั่วโลกตื่นเต้น เพียงทำให้อยู่ดีมีสุขในท้องถิ่น ผ่อนภาระที่หนักหนา น้ำตาตกอยู่ได้ ก็เกินพอแล้ว

หลักที่ควรจะต้องนำมายึดถือปฏิบัติคงจะต้องเข้ากับปรัชญาที่กล่าวตอนต้น และควรเป็นหลักประจำใจของการวิจัยในประเทศไทยทั้งหมด ที่เห็นได้ชัดๆคือ ประเทศไทยขณะนี้มีน้ำท่วมมหาศาล เกือบ 20 จังหวัด ถัดมาอีก 3 เดือน ประกาศ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติแห้งแล้งขาดน้ำ

การวิจัยเรื่องเช่นนี้ต้องมีการร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ทั้งการคาดการณ์ล่วงหน้าจากประวัติที่ผ่านมา และความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ภาวะที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เองต่อธรรมชาติ การตัดถนน

แม้กระทั่งสภาพเดิมของน้ำที่ไหลผ่านประเทศต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ การทำสัญญาตกลงกับประเทศต้นน้ำ ทางผ่านของน้ำ การเลือกพิเคราะห์พื้นที่ในการจัดกักเก็บน้ำ และพัฒนาวิธีเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งตลอดกาลให้เป็นพื้นที่เขียวชอุ่ม โดยไม่เสี่ยงต่อน้ำท่วม

จุดด้อยของประเทศไทย คือ การขาดความร่วมมือ ซึ่งกันและกันตามคติ “ข้าแน่…มาคนเดียว”

กฎเกณฑ์ในการประเมินผลงาน ความดีความชอบการขึ้นโบนัสเงินเดือนก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้แต่ละหน่วยงาน องค์กร เก็บงำข้อมูลที่ได้ ไม่แบ่งให้หน่วยงานใช้ร่วมกันในลักษณะบูรณาการ

ในทางสาธารณสุขอาจพบเห็นได้ในกรณีของโรคของสัตว์และมนุษย์ ซึ่งมีการแพร่เชื้อข้ามจากสัตว์อมโรคเก็บกักโรค โดยที่ตัวสัตว์เองไม่มีอาการ หรือมีอาการไม่มาก และแพร่สู่มนุษย์ ในอันดับต่อไปก็จะแพร่ในมนุษย์

ด้วยกันเอง การวางแผนในขั้นตอนเหล่านี้ มีตั้งแต่ประเมินคาดการณ์ (Predict) ว่าสัตว์ต่างๆหรือแม้กระทั่ง แมลง เห็บ ริ้น ยุง มีการ “อมโรค” มีเชื้อต่างๆ มากน้อยเท่าใดและอยู่ในพื้นที่ใด

…มีแนวโน้มในการเพิ่มจำนวนและกลายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่

และเมื่อมีโรคเกิดทั้งในคนและสัตว์ต้องสามารถระบุเชื้อ ชื่อ ชนิด ความไวต่อยาฆ่าเชื้อได้ทันท่วงที (Identify) และตามด้วยการตอบโต้ (Respond) การปะทุของโรคอย่างฉับไว กันไม่ให้มีการกระจายของโรคในวงกว้างและสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ

การส่งเสริมให้ชุมชนประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันตนเองในสุขศึกษามูลฐานต่อโรคที่ติดต่อทางการไอ จาม ทางอากาศ ทางน้ำดื่ม อาหารการกิน

หลับตานึกถึงภาพได้แล้วนะครับว่า 2 ตัวอย่างข้างต้นของภัยพิบัติน้ำมาก–น้ำแห้ง กับโรคติดต่อสัตว์ แมลง สู่คน จะต้องมีการวิจัยและต้องร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กร ขนาดไหน

นอกจากนั้น ฐานข้อมูลที่มีทั้งประเทศจะสามารถบอกได้ว่าในจังหวัด อำเภอหนึ่งมีประชากรที่มีอายุต่างๆกันกี่คน ซึ่งในแต่ละช่วงอายุจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือต่อการเกิดโรครุนแรงถึงแก่ชีวิตต่างๆกันในแต่ละโรค ดังนั้น จะทำให้สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือกับภัยพิบัติล่วงหน้าได้

อีกทั้งการที่ทราบว่าเชื้อนั้นๆมีความสามารถในการแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังคนอื่นๆได้มากน้อยเท่าใดจะทำให้สามารถตระเตรียมเตียง

สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงต่างๆกันได้ รวมทั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตในไอซียู และบุคลากรทางแพทย์และสาธารณสุข ที่สำคัญอีกประการคือ การที่รู้ถึงวิธีการแพร่กระจายติดเชื้อของโรค จะทำให้ วางแผนการควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นติดต่อทางการกินอาหาร-น้ำดื่ม ติดต่อทางละอองฝอยไอ-จาม ติดต่อทางการหายใจ เป็นต้น

การวิจัยที่เกิดขึ้นในหน่วยงานและมหาวิทยาลัยขณะนี้ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ วิจัยเพื่อให้ได้ผลงานกระดาษ ปริญญา โดยมิได้ดูคุณค่าของงาน และคุณภาพของคนที่ผลิตว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ นิสิตปริญญาตรี โท เอก มากมายขณะนี้อ่านภาษาอังกฤษหรือแม้แต่ภาษาไทยเองไม่แตกฉาน การที่จะ หวังให้หาความรู้จากฐานข้อมูล จากอินเตอร์เน็ต อาจจะไม่ประสบผลดังที่หวัง

หนำซ้ำมีการให้เขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ…ฝันครับ นิสิตต้องจบให้ได้ ทางเดียวคือ คัดลอก ตัดแปะ (cut and paste) จากวารสาร ซึ่งผิดหลักเกณฑ์และถือเป็นความผิดเป็นโทษ (Plagiarism) แต่เราไม่ได้มองให้ถ่องแท้ถึงปัญหาว่าแท้จริงแล้ว กระบวนการเรียนการสอนผิดพลาดตั้งแต่อนุบาล เมื่อเข้าชั้นอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย จะให้กลายเป็นยอดมนุษย์คงเป็นไปไม่ได้

ถึงเวลาหรือยังครับที่ต้องมีทิศทางของระบบการศึกษา วิจัยของประเทศไม่บ้าปริญญากระดาษ เน้นฝีมือความรู้ผลงานที่ซับน้ำตาได้ ประเทศจะได้ยืนบนลำแข้งตนเองได้ ต้องยอมรับความจริงว่า แท้จริงเราอ่อนด้อย ล้มลุกคลุกคลาน รับซื้อเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ จีน อินเดีย มาทั้งดุ้น

ยาที่ใช้ขณะนี้ที่ว่าผลิตเอง แท้จริงเป็นแค่ปั๊มเม็ดยาบรรจุหีบห่อ ประทับตราเท่านั้น วัตถุดิบสำเร็จของยามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ยอมรับเถอะครับว่าเราอ่อน เราเดินผิดทาง เริ่มภาคใหม่ของการวิจัย การศึกษาของไทย จับมือกันในระหว่างต่างองค์กร สถาบัน อาจจะไม่สาย…

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่หมอเคยได้นำเสนอมาหลายครั้ง ตามแต่ที่จะมีโอกาส และคงจะนำเรียนไปจนกว่า…

หมอดื้อ

หมอดื้อ 18 ต.ค. 2563 05:02 น.

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %