คุมเชิงไวรัสโควิด-19 ระลอก2 การ์ดอย่าตก

mhorduer

ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 287,635 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 873,108 ราย

ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ สหรัฐอเมริกา บราซิล และอินเดีย ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 ของโลก

สถานการณ์ระดับโลกยังมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้น รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศพบมีการระบาดระลอกสอง จำเป็นที่คนไทยทุกคนจะต้องป้องกันตนเอง เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อในประเทศ

สำหรับ “ประเทศไทย” พบ “ผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศ” หลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อต่อเนื่องมา 101 วัน เป็นเพศชาย อายุ 37 ปี มีประวัติเป็นดีเจที่ร้านอาหารหลายแห่ง ไปขึ้นศาลวันที่ 26 สิงหาคม 2563 พบเชื้อจากการตรวจคัดกรองขณะกักกันในห้องแยกก่อนเข้าแดนปกติในเรือนจำ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563

จากการซักประวัติ พบว่า เริ่มป่วยวันที่ 29 สิงหาคม 2563 มีเสมหะในคอ ไม่มีอาการอื่นๆ ขณะนี้อยู่ในการดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ได้รับการตรวจแล้วเป็นผู้ต้องขังที่แยกกักอยู่ในห้องเดียวกันจำนวน 34 ราย…ตรวจไม่พบเชื้อ รวมทั้งผู้สัมผัสในครอบครัว 6 คน ได้ตรวจแล้ว 5 คน…ไม่พบเชื้อ

ทำอย่างไรตรวจ “โควิด-19”…เร็ว ถูก รู้ว่าติด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย บอกว่า เริ่มจาก…ตรวจในเลือด ถ้าบวก รู้ว่าติดไป แล้วหาต่อว่าปล่อยเชื้อได้หรือไม่ คือ…แยงจมูก พีซีอาร์

ผู้สัมผัสโรคต้องทราบว่าแยงจมูกครั้งเดียวสรุปไม่ได้ ต้องแยงไปแยงมา แยงหลายครั้ง จนจบ 14 วัน และยังหลุดตรวจไม่เจอได้ ราคา 2,000-7,000 บาทต่อครั้ง แม้จะมีรัฐจ่าย แต่เพียงผู้ต้องขังรายเดียว ระยองรายเดียว ต้องแยงกี่ร้อยคน คนละหลายครั้ง

ประเด็นถัดมา…อยากรู้ว่า ผู้สัมผัสกับผู้ต้องขังติดหรือไม่ ทำไมไม่เจาะเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน เลือดบวกเริ่มตั้งแต่ 4 วันขึ้นไป หลังติดเชื้อและจะซ้ำอีกในวันที่ 7 ก็ได้

วิธีเจาะเลือดคัดกรองเบื้องต้นปลายนิ้ว เห็นผล 2 นาที และถ้า “บวก” ยืนยันด้วยการตรวจเลือดมาตรฐานศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่สภากาชาดไทย รพ.จุฬา คณะแพทยศาสตร์ รู้ผลใน 3 ชั่วโมง

การเจาะเลือดมีมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ ด้วยการตรวจ ไม่หลุด ถ้าติดเชื้อตั้งแต่ 4-5 วันไปแล้ว

…ย้ำหลายครั้ง ล่าสุดในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง กระทรวงสาธารณสุข ทุกกรม ทุกอธิบดี ผอ.สำนักผู้ตรวจราชการ วันที่ 3 กันยายน 2563 และส่งรายละเอียดต่อกรรมการที่ปรึกษาโควิด กระทรวง และรายละเอียด หลายครั้งก่อนหน้ามาตลอด

“ผู้เชี่ยวชาญ ข้าราชการ” มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสาธารณชน และเศรษฐกิจของประเทศทำดีแล้ว เราทำดียิ่งกว่าได้แน่นอน…ในเมื่องบประเทศร่อยหรอ เราต้องช่วยกันประหยัด แต่มั่นใจด้วยวิธีตรงที่สุดคงต้องเริ่มแล้วครับ ให้ความมั่นใจคนไทย ด้วยความรู้ และการนำมาปฏิบัติ อย่างถูกต้อง

“โควิด-19”…พัฒนาการส่วนสำคัญที่ไม่สามารถอธิบายจากรหัสพันธุกรรมของไวรัสเท่านั้น เป็นกลไกเหนือยีน และเป็นตัวกำหนดตำแหน่งแห่งที่ที่ไวรัสสามารถอยู่ได้ โดยบรรพบุรุษของโคโรนาจะอยู่ในลำไส้และค่อยๆปรับเปลี่ยนมาอยู่ในระบบทางเดินหายใจ จนกระทั่งถึง…ถุงลม พัฒนาเข้าเลือด รวมกระทั่งถึงเม็ดเลือดขาว

ทั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สู้กับระบบปกป้องไวรัสของร่างกายของเนื้อเยื่อนั้นๆ คือ ZAP หรือ Zinc finger antiviral protein และ APOBEC3G ที่มีประสิทธิภาพมากในปอด เม็ดเลือดขาว

การที่จะติดตามลักษณะของโรคโควิด-19 อยู่ที่การติดตามการแสดงออกของโรค จากที่เป็นแบบมาตรฐานทางระบบทางเดินหายใจกลายเป็นความผิดปกติของลำไส้…ของตา…ผิวหนัง…สมอง

ทั้งนี้ โดยที่ไม่มี หรือแทบจะไม่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจเลย และ…การที่มีการแสดงของโรคที่แต่เดิมเกิดในเด็ก มีผื่นที่ผิวหนังที่ริมฝีปาก ลิ้นสากเป็นตุ่ม ตาแดง หัวใจ…เส้นเลือดหัวใจผิดปกติ และในระยะหลังกลับพบในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ขึ้นไป โดยไม่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ

ประเด็นน่าสนใจมีอีกว่า…การที่ไวรัสสามารถรุกล้ำในสตรีตั้งครรภ์เข้าไปในเด็กทารกโดยผ่านแนวป้องกันไวรัสทั้งผนังชั้นนอก…ชั้นในของรก ผ่านสายสะดือเข้าเลือดเด็กทารก…ผ่านผนังเส้นเลือดในสมองเข้าสมองและมีความผิดปกติของเด็กที่เกิดมาลักษณะเช่นนี้ไม่พบในระยะแรกที่มีการระบาด

“การเฝ้าระวังการผันแปรของการแสดงอาการของโรค เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสามารถของไวรัสในการปรับตัวเปลี่ยนที่เปลี่ยนตำแหน่งและสู้กับระบบป้องกันภัยของร่างกายได้…ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดจากการที่จำแนกว่าจะเป็นสายพันธุ์ G V S A B C S L”

ย้ำว่า…จะเป็นสายพันธุ์อะไรสามารถป้องกันได้โดยใส่หน้ากากป้องกันใบหน้า ล้างมือ รับประทานอาหารสุก คงระยะห่าง ทำความสะอาดพื้นผิวสาธารณะ ระวังการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ

ข้อสำคัญพึงกังวล “คนไทยการ์ดตกมากขึ้นเรื่อยๆ”…ต้องไม่หลุด คือหัวใจการคัดกรอง

ศ.นพ.ธีระวัฒน์บอกอีกว่า ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้โดยผู้ที่มีอาการหนักเริ่มน้อยลง การป้องกันไม่ให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นไปอีกอยู่ที่การตรวจเชิงรุกในผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยแต่แพร่เชื้อได้

การตรวจเชิงรุกทำได้โดยการตั้งจุดตรวจหรือหน่วยเคลื่อนที่ที่สามารถแยงจมูกและลำคอหาสารพันธุกรรมเชื้อด้วยวิธีพีซีอาร์ หรือด้วยการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อซึ่งทราบผลรวดเร็วเป็นนาที แต่ผลไม่ 100% และหลุดรอดได้ หรือ…ด้วยการตรวจเลือดที่สามารถเจาะปลายนิ้วได้และทำการตรวจที่ทราบผลได้ภายใน 2 นาที

“ชุดตรวจของบริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ตอัพที่ริเริ่มโดยใช้โปรตีนที่ผลิตได้ในใบยาพืช โดยที่วิธีการตรวจนี้หาหลักฐานการติดเชื้อคือแอนติบอดีในเลือด ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเริ่มตั้งแต่สี่วันหลังติดเชื้อแม้ไม่มีอาการและต้องมีความไวสูง นั่นคือไม่หลุดรอดไป แต่มีผลบวกปลอมได้”

กระนั้นก็สามารถนำเลือดไปตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐานของห้องปฏิบัติการศูนย์โรคอุบัติใหม่กาชาดจุฬาซึ่งทราบผลภายใน 3 ชั่วโมง ถ้าผลเป็นบวกก็ทำการตรวจหาเชื้อว่ายังมีการแพร่เชื้ออยู่หรือไม่

ทว่า สิ่งที่กังวลในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ คือ…การกลับมาจากแรงงานต่างประเทศ และจากการที่ไม่รักษาวินัยอย่างที่เคยทำมา

ปุจฉาสำคัญยิ่งมีอีกว่า…การลงทุนวัคซีนต้องตระหนักให้ดีว่าใช้ได้หรือไม่ ผลข้างเคียง และถ้าใช้จะมีประโยชน์ได้นานเท่าใด…การปรับกลยุทธ์ “วัคซีน” ไม่ใช่วิ่งตามรหัสพันธุกรรมที่ทำกันอยู่แล้ว และก็เห็นแล้วว่าในไวรัสหลายตัวมีการปรับรหัสพันธุกรรมได้เร็วรวมทั้งไวรัส “โควิด-19”

คำถามคือว่า “รหัสพันธุกรรม” ที่เปลี่ยนไปแล้วนั้น มีความหมายเพียงใดเพราะไม่ได้พิสูจน์ว่าสามารถสร้างอันตรายได้มากกว่า หรือเมื่อทดลองในเซลล์ในหลอดทดลองโดยในสัตว์ทดลองมีปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้นมหาศาลกว่าไวรัสดั้งเดิมหรือไม่ หรือมีการติดต่อมากขึ้น และตายมากขึ้นหรือไม่

“ยา” และ “วัคซีน” ที่ต้องการ…ควรต้องเป็นรูปแบบครอบได้มากกว่าหนึ่ง และยัง “ได้ผล” ไม่ว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ก็ตาม.

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2563 05:15 น.