เชื้อไทย เชื้อเทศ ต่างกัน? ต่างหรือไม่ต่าง เรายันอยู่

mhorduer
การวิวัฒน์ ของไวรัสจะอยู่ในทุกส่วน ทุกท่อน ตามการผันแปรของรหัสพันธุกรรม
โควิด-19 เเมื่อติดเชื้อในคนๆหนึ่งหรือในค้างคาว จะมีการผันแปรของหน้าตา (ด้งรายงานจากจีน) ไปเรื่อยๆ ดังนั้นตัวที่เข้า และตัวที่ออกจะเริ่มผิดเพี้ยนต่างกัน
แรงกดดันที่มีต่อตัวไวรัสและคอยยันไม่ให้มีการผ่าเหล่าไปเรื่อยๆ มีความสำคัญมากทั้งนี้จะทำให้ประสิทธิภาพของการติดเชื้อ การแพร่เชื้อและความรุนแรงรวมกระทั่ง เก่งกาจ ถึงขนาดมี การย้ายที่ติดจากเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจ ปอดไปยังที่ต่างๆ ทำให้การแสดงออกของอาการในปอดกลายเป็นมีอาการได้ในระบบอื่นๆ แทบทุกอวัยวะ รวมทั้งการติดในเม็ดเลือดขาว เส้นเลือด เซลล์สมอง เป็นต้น
การผ่าเหล่าในทางไม่ดีที่เกิดขึ้นนั้น อาศัยการแพร่ในวงที่กว้างขวางมากขึ้น การที่ไม่สามารถรักษาควบคุมกำจัดไวรัสที่อยู่ในตัวคนติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะแรก และการที่ปล่อยให้เขื้อที่ตกติดอยู่ในพื้นผิว ในที่สาธารณะมีโอกาศติดคนในบริเวณนั้นๆ
เหล่านี้ ทำให้ไวรัสที่เริ่มเปลี่ยนหน้าตาค่อยๆหลุดกระจายออกไปติดเชื้อคนอื่นอีก
แรงกดดันที่ต้องกระทำต่อไวรัสอย่างต่อเนื่องคือ
การยันไม่ให้มีการแพร่ในวงกว้าง ทำได้ง่ายๆทั้งจากคนที่ติดเชื้อแล้ว และแพร่เชื้อได้
และจากคนที่ยังไม่ติดคือการ มีวินัย รักษาระยะห่าง หน้ากาก ล้างมือ
ดังนั้นคนที่ติดเชื้อไปแล้วจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ก็ยังป้องกันไม่ให้แพร่ไปสู่ผู้อื่นและแม้ว่าเชื้อจะหลุดออกไปบ้าง แต่คนที่อยู่รอบข้างก็ไม่ยอมรับเชื้อเพราะมีวินัยเช่นกัน
และคนที่ติดเชื้อต้องกำจัดไวรัส ตั้งแต่ต้นที่เริ่มมีอาการ ในระดับ 2 ต่อ 3 จาก 7 ระดับ
แรงกดดันจากภายนอกคือการกำจัดไวรัสที่ตกค้างอยู่ในที่สาธารณะ พื้นผิวรถโดยสารประจำทาง อันจะเป็นตัวนำให้มีการติดเชื้อโดยทางอ้อมไปสู่ประชาชนมากขึ้น
เหล่านี้เป็นข้อสันนิษฐานและเป็นข้ออธิบายจากประเทศจีนหลังจากที่มีการรักษาทันท่วงที พบผู้ติดเชื้อ จากการตรวจในเชิงรุกหาผู้ที่ติดเชื้อกักกันตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ลักษณะของผู้ติดเชื้อในระยะต่อมาดูไม่รุนแรงไม่ร้ายแรงแต่เมื่อติดยังสามารถแพร่เชื้อได้ และการทำความสะอาดพื้นผิวในที่สาธารณะได้รถโดยสารรถประจำทางจากสถานที่ที่มีประชาชนสัญจรค่อนข้างหนาแน่น
ในประเทศไทยที่ในระยะหลังแม้จะมีผู้ติดเชื้อในประเทศ แต่ดูว่าอาการไม่หนักหรือไม่มีอาการด้วยซ้ำอาจจะเป็นผลเนื่องจากแรงกดดันในประเทศไทยที่กระทำต่อเนื่องกับไวรัสโควิด-19 และในประเทศเองมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอยู่เป็นจำนวนหนึ่งอยู่แล้วในพื้นที่ที่มีการสำรวจในจังหวัดและคนไทยอาจมี “ของดี” จากการที่เคยติดเชื่อที่คล้ายโควิด-19 มาก่อน
แต่ไวรัสที่มาจากพื้นที่อื่นเช่นประเทศอื่นที่ไม่มีแรงกดดันมากพอ จะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่แม้มีการหลุดรอดเข้าในคนไทย การปฏิบัติตัวมีวินัยเหมือนเดิมก็จะกดไวรัสเหล่านี้ ในที่สุด ให้ผันแปรในทางดีต่อมนุษย์
แต่ต้องไม่ลืมว่ารหัสพันธุกรรมเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถ้าการ์ดตกไม่มีวินัยก็จะกลับเข้าที่เดิม
ตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ชัดในต่างประเทศที่มีการติดเชื้ออย่างมโหฬารและเสียชีวิตมากมายโดยที่ไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่นได้และ การที่ระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับผู้ติดเชื้อจำนวนมากมายเหล่านี้ที่ล้วนมีอาการหนัก จึงไม่สามารถให้การรักษาตั้งแต่ต้นได้ทันท่วงที และยังติดอยู่ในระลอกหนึ่ง ตราบจนกระทั่ง คนที่เปราะบางคนที่สูงวัยเสียชีวิตไปหมดอย่างเช่นสถิติในประเทศอังกฤษที่ผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปและเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยตรงและจากทางอ้อมที่กลุ่มนี้ขาดการดูแลรักษาโรคประจำตัวได้ตลอด
ถ้ารอในลักษณะเช่นนั้น จนเกิด ภูมิคุ้มกันหมู่ แม้สถานการณ์ในอนาคตจะดูสงบไปชั่วคราว แต่ก็ยังคงมีระลอกใหม่ ได้
และภูมิเดิมปกป้องไม่ได้ เพราะไวรัสผ่าเหล่าออกไป
ดังตัวอย่างที่มีผู้ติดเชื้อครั้งที่สองซึ่งเป็นคนฮ่องกงติดเชื้อครั้งแรกจากเชื้อในเกาะแต่ยังมีการติดเชื้อครั้งที่สอง และโชคดีที่มีอาการน้อยจากการไปที่ประเทศสเปน และเป็นที่ตั้งข้อสังเกตถึงวัคซีนที่ทำอยู่ขณะนี้ว่าจะป้องกันได้มากน้อยเพียงใด และเทคโนโลยีในการทำวัคซีนถ้าต้องมีการปรับโครงสร้างของตัววัคซีนเป็นชนิดใหม่จะทำได้รวดเร็วแค่ไหนที่จะรับมือกับไวรัสที่อาจปรับเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ
โดยสรุป คนไทยเราทำดีอยู่แล้ว คงความดีนี้นไว้ครับ จะมีวัคซีนหรือไม่ก็ตามก็ยังปลอดภัยและวัคซีนนั้นจะเอาอยู่หรือไม่และถ้าเอาไม่อยู่กลับมีผลแทรกซ้อนหรือไม่ อาจต้องคิดรอบด้าน