โควิด-19 รังแกบุรุษ แต่ยังละเว้นสตรีที่ยังสาว

mhorduer

ลักษณะเช่นนี้ยังเห็นได้ในคนที่มีภาวะของโรคหัวใจที่ทำงานไม่เต็มที่โดยการดูระดับของ ACE2 ในเลือด จะพบว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะมีความรุนแรงมากกว่าธรรมดา และคนที่มีความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ผิวหนัง ตา ไต หัวใจ เมื่อมีการติดเชื้อแล้วอาการเดิมที่มีอยู่จะปะทุรุนแรงขึ้นและเมื่อรักษาหายแล้วจะปรากฏร่องรอยความเสียหายของอวัยวะนั้นๆเพิ่มขึ้นไปอีก

คราวนี้ยังรวมไปถึงเพศชายหรือหญิง การสังเกตสังกาในประเทศจีน ตั้งแต่ที่มีการระบาดเป็นต้นมาในเดือนธันวาคม 2562 บุรุษจะติดเชื้อมากกว่าสตรี ในอัตราส่วน 2.7 ต่อ 1 และเมื่อวิเคราะห์จำนวนผู้ป่วย 72,314 ราย ความหนักหนาของอาการและอัตราการเสียชีวิต ในผู้ป่วยที่มีอาการที่ต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว บุรุษจะแย่กว่าสตรี โดยที่ผลของการรักษาตอนจบแล้ว สตรีจะดีกว่ามาก

อย่างที่ทราบกันดีว่า ตัวรับของตัวไวรัสนั้นคือ ACE2 ซึ่งปรากฏว่าในปอดผู้ชายจะมีมากกว่าและหนาแน่นกว่าเมื่อเทียบกับของผู้หญิง และตัวรับไวรัสนี้ยังมีฮอร์โมนเพศหญิงกดลงไปให้มีระดับต่ำกว่าเดิมไปอีก

ซึ่งเมื่อทำการทดลองในสัตว์พบว่าฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนจะลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและความรุนแรงเมื่อติดเชื้อไปแล้ว แต่เมื่อทำการตัดรังไข่ออกหรือให้ตัวยาที่ต้านการทำงานของเอสโตรเจน (estrogen receptor inhibitor) จะมีสภาวะเสี่ยงการติดง่ายและรุนแรงตามเดิม

การศึกษาโดยละเอียดในประเทศจีนนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Infectious diseases ด้วยข้อมูลสนับสนุนว่าเอสโตรเจน E2 และ anti-Mullerian hormone (AMH) เป็นตัวปกป้องสตรีจากการติดเชื้อโควิด-19 และช่วยทำให้โรคไม่ค่อยรุนแรง และอาจจะเป็นไปได้ที่เป็นการทำงานโดยควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและการอักเสบในภาวะมรสุมภูมิวิกฤติที่เกิดขึ้น แต่สตรีที่ประจำเดือนหมดแล้ว จะเหมือนกับบุรุษโดยทั่วไปที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีความรุนแรงมาก

ผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาลในช่วงระหว่างวันที่ 28 มกราคมถึงวันที่ 8 มีนาคม 2563 เป็นจำนวน 1,902 ราย อยู่ในการศึกษานี้ ทั้งนี้ปัจจัยในด้านสุขภาพต่างๆมีความคล้ายคลึงกัน ทั้งในหญิงที่มีและไม่มีประจำเดือนและในชาย

ในจำนวนนี้ทั้งหมดมี 200 รายที่โรครุนแรง โดยเป็นสตรีที่ยังมีประจำเดือน 76 รายและบุรุษ 124 ราย โดยไม่มีสตรีเสียชีวิตเลย ในขณะที่มีผู้ชาย 16 รายตาย และเมื่อดูในกลุ่มของสตรีหมดประจำเดือนและบุรุษ ปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างกันในด้านความรุนแรงของโรคหรือผลสุดท้ายของการรักษา

โอกาสที่สตรีที่ยังมีประจำเดือนจนต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากความหนักหนาของโรคมีน้อยกว่ากลุ่มหมดประจำเดือน แต่ถ้าต้องเข้าโรงพยาบาลก็ฟื้นตัวและกลับบ้านเร็วกว่า

เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของโรคกับฮอร์โมนเพศหญิง (ใน 78 ราย ที่มีอายุน้อยกว่า 60) และกับระดับของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน (263 ราย) จะพบว่าทั้ง AMH และ E2 มีผลสัมพันธ์กับความรุนแรงที่ลดลง โดยที่ถ้ามีระดับสูง ความรุนแรงจะน้อยและระดับของฮอร์โมน E2 ถ้ามากมีความสัมพันธ์กับระดับของสารอักเสบ IL-2 IL6 IL8 และ TNF alpha ที่ลดลง ในระยะที่ไข่ตกแล้ว (luteal phase) และระดับของ C3 ในระยะต้นของระดู (follicular phase)

ทั้งนี้ ทั้งนั้น เมื่ออ่านข้อมูลแล้วอาจจะดูครึกครื้นเคลิบเคลิ้มคล้อยตาม โดยสตรีวัยเจริญพันธุ์อาจจะฮึกเหิม ไม่ใส่หน้ากาก ไม่คงระยะห่าง ลืมล้างมือ คงไม่ได้นะครับ ผลของรายงานนี้เป็นการชี้ให้เห็นในเชิงของความสัมพันธ์ในบริบทของสถิติ แต่โดยแท้จริงแล้วต้องมีปัจจัยอื่นๆและตัวแปรอื่นๆอีกมาก

แต่ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์เพื่อให้เข้าใจกลไกต่างๆของมนุษย์ในการรับเชื้อ และเกิดการติดเชื้อ การเกิดโรครุนแรงในระดับต่างๆ และนำมาถึงการพัฒนายาและนวัตกรรม ไม่ได้หมายความว่าสตรีเข้มแข็งกว่า ยังไงๆบุรุษส่วนมากก็เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นช้างเท้าหลังอยู่แล้ว

เป็นห่วงทุกคนครับ ไม่จำกัดเพศและอายุ.

หมอดื้อ