เด็กน้อย ปัญหาของการปิดโรงเรียน และเปิดอย่างไรให้ปลอดภัย ตอนที่ 2

mhorduer

เมื่อไม่มีผ่านไปอีกสองอาทิตย์จะรู้ได้อย่างไรว่าในโรงเรียนมีการกระจายของโรค เพื่อที่จะรีบจัดการ ซึ่งขณะนี้มีวิธีใหม่ๆ จากเดิมมีแต่การตรวจหาพันธุกรรมโดยการแยงจมูกซึ่งมีความแม่นยำสูงแต่บางรายเชื้ออยู่ลึกลงไปในปอดจึงตรวจไม่พบแต่แพร่เชื้อได้

การเตรียมการเพื่อป้องกันระลอกสองรวมไปถึงเมื่อเปิดโรงเรียน คลายล็อกดาวน์ ควรจะมีการประเมินความเสี่ยงแพร่ระบาดระดับชุมชน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาวินัย ไม่ให้มีการติด และแพร่เชื้อระหว่างบุคคลจนเป็นลูกโซ่ แต่ในโรงเรียนเด็กเล็กนั้น การรักษาวินัยอาจจะทำได้ยาก

ยังควรเสริมด้วยการทราบสถานภาพการติดเชื้อที่รวดเร็ว เช่นสามารถระบุ ยืนยันและเก็บกักตัวเด็กที่ติดเชื้อได้อย่างครบถ้วน ทั้งที่มีอาการแบบปกติเช่นไข้ ไอ เพลีย แบบไม่ปกติที่อาการออกไปทางระบบอื่น หรือไม่มีอาการเลยก็ตาม

เริ่มตั้งแต่การตรวจคัดกรอง (Screening) ก่อนเปิดโรงเรียน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้เด็กจะดูปกติก็ตามแต่มีโอกาสที่จะต้องเข้าไปทำกิจกรรมและอยู่ด้วยกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง ในกรณีเช่นนี้ 4 วันก่อนหน้าที่จะเริ่มเปิดภาคเรียนจะต้องระวังตนสูงสุด ให้แน่ใจว่าไม่ได้รับเชื้อ

และ…วันเปิดเรียนให้ประเมินสถานภาพว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ด้วยการเจาะเลือดปลายนิ้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันระดับที่หนึ่ง ที่เรียกว่า IgM จะปรากฏตัวขึ้นหลังจากติดเชื้อประมาณวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ถ้าปรากฏว่ามี IgM ต้องมีการเฝ้าระวังว่าอาการจะรุนแรงหรือไม่

เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แพร่เชื้อได้มาก ควรได้รับการแยงจมูกด้วยเพื่อคอนเฟิร์ม เด็กที่พบ IgM ไม่สามารถเริ่มไปโรงเรียนได้และจะต้องกักตัวที่สถานกักตัว 14 วัน จากนั้นใช้การตรวจแยงจมูกยืนยันว่าโอกาสแพร่เชื้อต่อต่ำ จึงสามารถกลับบ้านและกักตัวที่บ้านต่ออีก 14 วัน

เพื่อแน่ใจว่าเชื้อจะไม่หลุดออกมาอีก

ในกรณีที่เจาะเลือดผลออกมาเป็นภูมิคุ้มกันระดับที่สองที่เรียกว่า IgG แสดงว่ามีการติดเชื้อระยะหนึ่งแล้ว อาจจะอย่างน้อย 12-14 วัน ความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตแม้ว่าจะน้อยลงแต่ยังอาจจะแพร่เชื้อได้ ในกรณีนี้อาจให้กักตัวที่บ้านระวังการแพร่เชื้อ 14 วัน ลักษณะภูมิระดับที่สองนี้เป็นภูมิที่สำคัญ

และควรตรวจหาว่า ในตัวภูมิ IgG นี้มีความสามารถในการยับยั้งเชื้อ (Neutralizing antibody) ได้มากน้อยเพียงใด ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าภูมินี้จะอยู่ได้นานกี่เดือน และร่างกายจะมีภูมิคุ้มกัน “ระบบความจำ” ได้ดีเพียงใด (Immunological memory)

ซึ่งถ้าความจำดี แม้มีติดใหม่ ร่างกายจะสร้างภูมิมาสู้กับไวรัสได้ทันที

ซึ่งถ้าในอนาคตมีหลักฐานว่าภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 อยู่ได้ตลอดกาลและป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ เรื่องการใช้การตรวจเลือดเพื่อบ่งบอกสถานะของคนคนหนึ่ง และคลายล็อกเป็นคนๆไปเพราะว่าคนนี้ไม่ได้เป็นบุคคลเสี่ยงติดเชื้อหรือแพร่เชื้ออีกต่อไป หรือที่เราเรียกว่า immune passport ก็สามารถทำได้

คำถามต่อมาคือ หลังประเมินสถานภาพวันเปิดเรียนแล้ว เวลาเด็กกลับบ้านจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้นำเชื้อมาแพร่ในโรงเรียน ฉะนั้นจะต้องมีการเจาะเลือดประเมินเป็นระยะ เช่นทุก 1 อาทิตย์ แต่คงเป็นการสุ่มเจาะเลือดเด็กจากแต่ละห้องดูความเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19

ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้รับมือและกักกันเด็กในโรงเรียนและผู้ใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อแหล่งใหม่ของประเทศ

จะเห็นได้ว่าการตรวจเลือดโดยใช้แอนติบอดี ซึ่งใช้การเจาะปลายนิ้วจากนั้นหยอดเลือดลงไปที่แผ่นกระดาษนั้นง่ายและมีราคาไม่แพง นอกจากโรงเรียนแล้ว วิธีเช่นนี้สามารถนำมาใช้ย่นเวลาการกักกันตัวหลังกลับมาจากประเทศสุ่มเสี่ยง หรือใช้ในการประเมินความเสี่ยงบุคคล ในธุรกิจการท่องเที่ยว

แม้แต่การประยุกต์ใช้ในการเปิดสนามกีฬา เปิดแหล่งแออัด การตรวจเช่นนี้จะทำให้ผู้ใช้บริการและสังคมปลอดภัยมากขึ้น

สุดท้าย การตรวจแบบเหวี่ยงแหจะช่วยในการประเมินภาพรวมทั้งประเทศว่ามีการติดเชื้อมากมายเพียงใดแล้ว เพื่อสะท้อนให้เห็นระบบและระเบียบวินัยในการป้องกันโรคว่ายังคงเข้มแข็งหรือไม่

และมีประโยชน์ในการวางแผนการฉีดวัคซีนในคนที่ไม่เคยติดเชื้อ ด้วยการตรวจหาภูมิ

นอกจากการตรวจแอนติบอดีแล้วนั้น อาจสามารถเลือกวิธีแยงจมูก 10 คน และส่งตรวจเครื่องในรอบเดียวกัน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย จะเหมาะกับในกรณีที่การติดเชื้อในชุมชนอยู่ในระดับไม่สูงมาก เช่นมีผู้ติดเชื้อในชุมชนประมาณ 1-2%

วิธีและขั้นตอนข้างต้นนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน ‘Evaluating the efficiency of specimen pooling for PCR–based detection of COVID-19’ นิตยสาร Journal of Medical Virology ครับ.

หมอดื้อ 12 ก.ค. 2563 05:09 น.