การทดสอบดมกลิ่น สำหรับผู้ป่วยหมดสติ หลังภาวะบาดเจ็บทางสมอง

mhorduer

หลังเมาแทนที่จะนอน กลับเลือกที่จะตีกัน ขับรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ สุดท้ายภาระก็ตกมาสู่โรงพยาบาล ซึ่งเห็นได้ชัดตั้งแต่วันแรกที่กลับมาขายเหล้า

ไม่ใส่หมวกกันน็อก รถล้ม สมองเลือดออก สุดท้ายเสียชีวิต ที่ไม่เสียชีวิตก็พิการเมื่อดีขึ้นก็ยังคงพิการ ต้องให้พ่อหรือแม่ที่อายุมากแล้วป้อนข้าว เช็ดตัวให้ทุกๆวัน แทนที่จะดูแลพ่อแม่

ภาวะบาดเจ็บทางสมองคือภาวะบาดเจ็บจากแรงภายนอกกระแทกที่กะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของสมอง แบ่งความรุนแรงออกเป็น ระดับน้อยคือคะแนน GCS 13–15 ณ เวลาเกิดเหตุหรือ สับสนและ/หรือหมดสติน้อยกว่า 30 นาที

ระดับกลางคือคะแนน GCS 9–12 ณ เวลาเกิดเหตุหรือสับสนและ/หรือหมดสติมากกว่า 30 นาที แต่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ระดับรุนแรงมากคือคะแนน GCS 3–8 ณ เวลาเกิดเหตุ หรือสับสนและ/หรือหมดสติมากกว่า 6 ชั่วโมง

เมื่อเกิดเหตุขึ้นส่วนมากแล้วก็ไปโรงพยาบาลไปให้หมอตรวจและก็ไปทำแผล แต่บางรายลื่นล้มหัวปูดนิดหน่อย ไม่หมดสติ จำเหตุการณ์ได้ทุกอย่างไม่มีอ่อนแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่ทำให้เลือดแข็งตัวไม่ดี ไม่ได้กิน

ยาที่เพิ่มโอกาสเลือดออกเหล่านี้ถ้าไม่ไปโรงพยาบาล และจะดูอาการตัวเองอยู่ที่บ้านก็ไม่ว่ากันแต่ต้องไม่อยู่คนเดียว สิ่งที่ต้องเฝ้าดูคือเมื่อไหร่มีปวดหัวทั่วๆทวีความแรง มีอาเจียนมากกว่าหนึ่งครั้งจะต้องมาโรงพยาบาล

กลับกันสำหรับบางคนที่ไปโรงพยาบาล ถ้าไม่มีความเสี่ยงที่กล่าวไป ไม่มีสับสน ไม่มีเกร็งกระตุก อายุน้อย ไม่ควรทำคอมพิวเตอร์สมอง เพราะไม่จำเป็น และรังสีที่ได้ไปจะเพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมตอนแก่ ส่วนแพทย์เองในผู้อายุเกิน 65 ปี ถ้าล้มลงพื้นราบหรือหัวกระแทกที่กลไกไม่รุนแรง ไม่มีแผลเหวอะหวะ ไม่มีความจำหายไป และไม่หมดสติ ไม่มี ข้อบ่งชี้ในการทำสแกนสมองครับ

คะแนน Canadian CT head rule เหมาะในการนำมาใช้ ต่อเมื่อมีสูญเสียความจำ หมดสติ หรือสับสน

กลับมาที่ผู้ป่วยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงและหมดสติเป็นเวลานาน กลุ่มนี้ต้องสแกนสมองแน่นอน แต่หลังจากนั้นล่ะ

บางรายหมดสติหลายวันก็ยังไม่ตื่น อยู่ในโคม่า การจะประเมินว่าคนไข้รู้ตัวระดับไหนทำได้ยาก และจะบอกว่าคนไข้รายนี้จะตื่นหรือไม่ตื่นยิ่งทำได้ยากเข้าไปใหญ่

การประเมินที่แม่นยำมีส่วนสำคัญในการเลือกการรักษา การควบคุมความเจ็บปวดและการตัดสินใจว่าจะสู้แค่ไหน

หรือจะทำให้สบายที่สุดและให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะส่วนใหญ่เมื่อผ่านไปสองอาทิตย์ ถ้าไม่ตื่นไม่ลืมตา (Coma) โอกาสที่จะมีการติดเชื้อแทรกซ้อนและเสียชีวิตก็สูงขึ้นตามกัน ที่รอดส่วนมากจะไปสองแบบ

แบบแรกก็ลืมตาตื่นแต่ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว (Unre- sponsive wakefulness syndrome หรือที่เคยรู้จักว่า vegetative state) ซึ่งแปลว่าก้านสมองยังใช้งานได้ดี

อีกแบบก็ดีกว่าหน่อยเพราะตื่นและมีการตอบสนองต่อเสียงเรียกและสิ่งแวดล้อมรอบตัว (minimally conscious state) แปลว่าก้านสมองใช้งานได้ดีแต่สมองส่วนบนและเยื่อหุ้ม (cortex) ยังทำงานได้ไม่ดี

นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจึงพยายามหาวิธีตรวจเพื่อคาดการณ์ว่าคนคนนี้จะมีโอกาสตื่นขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ไหม โดยใช้กลิ่นเป็นตัวช่วยสำคัญ เราลองนึกภาพดมกลิ่นกุหลาบจากนั้นไปดมกลิ่นขยะเน่า

การหายใจของเราย่อมเปลี่ยนไปตามกลิ่น แต่ที่การหายใจเราเปลี่ยนไปตามกลิ่น นอกจากตัวรับกลิ่นที่โพรงจมูกแล้ว เราจะต้องสามารถรู้ด้วยว่ากลิ่นนั้นหอม หรือเหม็น ถ้าสามารถรู้ได้ก็แปลว่ามีการรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวและใช้ความคิดได้จึงนำไปสู่การเปลี่ยนการหายใจ

กระบวนการนี้จำเป็นจะต้องมีสมองส่วนบนที่สามารถทำงานได้ดี การวิจัย ลงตีพิมพ์ในวันที่ 29 เมษายน 2563 ในนิตยสารเนเชอร์ (nature) เรื่อง Olfactory sniffing signals consciousness in unresponsive patients with brain injuries โดยศึกษาในคนไข้ 43 รายหลังจากเกิดสมองเสียหายรุนแรง

ไม่ว่าจากประสบอุบัติเหตุ เส้นเลือดในสมองตีบ หรือจากสมองขาดอากาศ จากนั้นวัดลมที่เข้าออกจมูกในช่วงเวลาปกติ เทียบกับเมื่อให้ดมกลิ่นแชมพูหอมๆ และกลิ่นปลาเน่า

ผลปรากฏว่า กลุ่มคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัย Unresponsive wakefulness syndrome มีการเปลี่ยนแปลง การหายใจน้อยกว่า กลุ่ม minimally conscious state และมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนั้น เมื่อมาดูคนในกลุ่ม Unresponsive wakefulness syndrome ที่มีการเปลี่ยนแปลงการหายใจ ผลปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปคนกลุ่มย่อยนี้อาการเริ่มดีขึ้น มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม

และเมื่อตอบสนองดีขึ้นก็มีอยู่ได้นานกว่า ส่วนคนที่ไม่มีการตอบสนองต่อกลิ่นนั้น สุดท้ายก็ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม

ข้อจำกัดของการวิจัยนี้คือเราก็ไม่รู้ว่า ตอนแบ่งกลุ่มนั้นเค้าแบ่งได้ถูกต้องแค่ไหนเพราะการวินิจฉัยโรคนี้ให้แม่นยำเป็นเรื่องยาก จริงๆแล้วคนที่ตอบสนองอาจจะมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วก็ได้แต่วินิจฉัยผิด อย่างไรก็ตามถ้าการวิจัยนี้แม่นยำสามารนำมาใช้ได้จริง ในอนาคตก็จะสามารถผลิตเครื่องวัดการหายใจและประมวลผล เพื่อบอกโอกาสการตื่นของคนไข้ที่ได้รับการบาดเจ็บทางสมอง

ทั้งนี้ เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้นและการแบ่งทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุดครับ ขอบคุณครับ.

หมอดื้อ 19 ก.ค. 2563 05:02 น.