มองไปข้างหน้า…..ต้องมีความหวัง

Read Time:5 Minute, 17 Second

การเล่นพรรคเล่นพวก โกงกิน การเอาหน้า เอาชื่อเสียงลาภยศ ประจบสอพลอ
ในการพยายามอธิบายต่อคำถามว่า “ทำไม” รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หมอเองเลยเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไม” อย่างเดียวเป็น “อย่างไร” ด้วย (ตั้งชื่อเก๋ๆ ให้ตัวเองว่าเป็น “From Y (Why) to H (How)”

นั่นคือเราน่าจะเสียเวลาเปล่าประโยชน์ที่จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บ ขุดคุ้ยความเลว ความชั่ว (ซึ่งความจริงก็ทราบๆกันดีอยู่แล้ว) เพื่อจะมาอธิบาย “Y” แต่ควรจะมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะจำกัด และกำจัดความชั่วที่มีอยู่ และทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยดีขึ้น

คิดคนเดียวดังๆว่าถ้าจะให้คนไทยดีขึ้นคงต้องเข้าใจลักษณะคนไทยว่ามีอะไรเปลี่ยนไป และต้องยอมรับกันบ้างว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ ดีจริงหรือ ?

คนไทยในวันนี้ไม่ได้หมายความถึงเด็กสมัยใหม่ เจน(เนอเรชั่น) Y หรือ Z เท่านั้น แต่หมายความรวมหมดทั้งหมดทุกเพศ อายุ

การขอค่าตอบแทนเยอะๆ บูชาทรัพย์สิน เครื่องประดับ ความมีหน้ามีตาในสังคม และที่สำคัญคือ งานที่ทำมีแต่ “เสร็จ” แต่ไม่เคย “สำเร็จ” สักแต่ว่าทำ รอให้มีงานตกมาถึงมือให้ทำแค่ไหน ก็แค่นั้น ไม่สนใจว่าที่เสร็จนั้นสมบูรณ์แค่ไหน มีที่ติดขัดไม่เคยหาคำตอบ ว่าจะต้องหาวิธีแก้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ในองค์กรหรือในบริษัท หน่วยงาน ที่ต้องมีการทำงานร่วมมือกันทุกหน่วย ทุกคนบอกงานเสร็จ แต่ทำไมถึงฉิบหาย

ในประเทศที่คนดีถอยหนี เหลือแต่คนอยากได้ อยากเป็น แทนที่จะสู้กันด้วยความสามารถ เช่น ต้องมีเป้าหมายอนาคต การแก้ปัญหาที่ระบุให้ชัด ว่าจะปรับปรุงในด้านใด และตัวชี้วัดคืออะไร การวางแผนเพื่อเดินไปข้างหน้าพร้อมการเสนอสิ่งที่เป็นรูปธรรม และการติดตามประเมินผลในด้านต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบสม่ำเสมอ เช่น ทุก 6 เดือน ว่าทำได้จริงหรือไม่ พัฒนาอะไรได้บ้าง และระยะหนึ่งถ้าเห็นท่าจะแย่ น่าจะสามารถพิจารณาว่าสมควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อหรือไม่

ผู้บริหาร และผู้นำระดับประเทศของเราไม่เคยศึกษาว่าที่คนอื่นติดอันดับชั้นนำนั้นเขาทำอะไร ไม่ได้มีแต่เพียงผลิตงานวิจัย เป็นจำนวนเยอะๆเช่นในไทยเพื่อชั่งกิโลขาย และทำมาเนิ่นนาน และยังคงทำอยู่ และกลายเป็นกฎให้ทุกมหาวิทยาลัยซื้อเครื่องชั่งกิโลมาประจำทุกแห่ง

งานที่ทางมหาวิทยาลัย ระดับเตรียมอุดมศึกษา ระดับประถม มัธยมต้องทำและต้องถือเป็นพันธกิจสำคัญคือ การสร้างคน ให้รู้จักคิดเป็น ขวยขวาย (อันเป็นคำที่หายจากพจนานุกรม) ไม่ใช่ท่องเก่ง แต่ต้องยอมรับปัญหา ทั้ง รู้จักหาวิธีแก้ไข โดยอาศัยการศึกษาข้อมูลที่มีอยู่ทั้งที่ทำในประเทศและต่างประเทศ และประยุกต์เพื่อให้เข้ากับความเป็นไทย ให้ใช้ได้อย่างเหมาะสม และรู้จักทำงานร่วมกันกับต่างแขนง ต่างวิชาเป็น “บูรณาการจริงๆ” ไม่ใช่ บูรณาการขณะน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งเป็นหลักฐานแจ้งประจักษ์ของความล้มเหลวของผู้บริหารองค์กร นักวิชาการ และนักการเมือง

สองวันที่แล้วได้รู้จักกับหมอรุ่นน้อง จบแพทย์ประมาณ 5-6 ปี เข้าอบรมผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยได้พักหนึ่ง สบโอกาสไปทำวิจัยปริญญาเอกต่อที่ออกซ์ฟอร์ต ประเทศอังกฤษ ได้ปรารภให้ฟังว่าประหลาดใจที่เห็นหมอรุ่นน้องหรือรุ่นเดียวกันเขียนใน Facebook ว่า เรียนไปทำไมเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน (Basic Science) เสียเวลา ไม่ได้เอามาใช้ สู้เรียนโรคเอามารักษาคนไข้ทันทีเลยดีกว่า ได้ฟังแล้ว ไม่ประหลาดใจ และสามารถย้อนกลับมาถึงที่เขียนแต่ต้นว่า เอาเร็วเอาง่ายเข้าว่า ไม่ต้องลงทุนมาก เป็นทุกระดับประทับใจ แม้กระทั่งหมอ

และไม่ใช่ความผิดของเด็กๆ แต่มาจากผู้อาวุโสประดามีทั้งหลาย ที่กำหนดนโยบายสร้างหมอเยอะๆ และมีระเบียบกฎเกณท์ ในการปฎิบัติมากมาย
แต่ลืมคิดไปว่า บรรดาคำแนะนำหรือแบบแผนในการรักษาโรคต่างๆที่ใช้กันอยู่เวลานี้ (Guidelines) ถูกสร้างขึ้นมาจากการรวบรวมหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ประมวลเข้าด้วยกันและสร้างรูปแบบในการเข้าถึงปัญหา เช่น ถ้ามาด้วยอาการของโรคนั้นๆ หนึ่ง สอง สาม สี่ ควรจะทำอะไรต่อ ห้า หก เจ็ด แปด จนถึงการตรวจวิเคราะห์ต่างๆ

รูปแบบดังกล่าวไม่ผิด แต่ที่สำคัญคือต้องเข้าใจที่มา ในการเป็นคำแนะนำดังกล่าว และถ้าคนไข้ไม่ได้มาดังรูปแบบดังกล่าว จะต้องทำอย่างไรให้เหมาะสม
ซึ่งกลับมาถึงความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ เพราะคนไม่ใช่รถยนต์ แต่มีกลไกและการตอบสนองทางชีวะผิดแผกแตกต่างกันออกไป

การออกข้อสอบแพทย์ที่ฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาหนึ่ง ถึงกับมีข้อสอบให้อธิบายโรค……….ต่อไปนี้ หรือจงบรรยายเกณฑ์ในการใช้วินิจฉัยโรค………ต่อไปนี้

ข้อสอบลักษณะนี้บ่งบอกถึงกระบวนการสร้างหุ่นยนต์ (รุ่นเก่า) ที่ให้ทำตามโปรแกรม คิดเองไม่ได้ สิ่งที่ต้องการจากแพทย์ผู้กำลังจะถูกเรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นๆคือ วิธีแก้ปัญหา เข้าถึง และแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่สั้น ประหยัด ปลอดภัย และต้องสามารถให้น้ำหนักของปัญหาต่างๆได้ว่า สิ่งใดรีบด่วน ต้องแก้ไขก่อน และมีขั้นตอนในการหา “วิชา” ด้วยตัวเอง

หมอจับเวลาว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการเปิด แทบเบล็ต คอมพิวเตอร์ เพื่อจะได้คำตอบดังกล่าว ค้น Google ง่ายๆ คำถามแรกใช้เวลา 4 วินาที คำถามที่สองใช้เวลา 6 วินาที เพราะจะมีหลายชุดของคำตอบตามแต่ละสำนักและแต่ละฉบับตาม พ.ศ.

เพราะฉะนั้นการสอนเด็กๆไม่ใช่ให้ท่องจำ มีสิ่งที่สามารถเป็นตัวช่วยได้อยู่แล้วในขณะนี้ แต่อยู่ที่ ถ้ามีปัญหาเราจะคิดถึงโรคอะไร หรือ กลุ่มอะไรก่อน แล้วค่อยค้นหาข้อมูลละเอียดต่อ

ทำอย่างไรถึงจะถึงตัว H (How) ได้ คงต้องกลับมาดูที่หัวหงอกทั้งหลาย (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย) ว่าเรายังโง่งม ดักดาน สอนให้คนเป็นหุ่นยนต์กระป๋องรุ่นเก่า เพราะคิด (เอาเอง) ว่าวิธีที่ตัวเองทำอยู่นี้ ดีเลิศประเสริฐศรี และไม่เคยมองรอบๆตัว มองในวารสาร วงการวิชาการนานาชาติ

หนำซ้ำอีก 3 ปีก็จะเปิดประเทศเสรีอาเซี่ยน หรือเรากำลังจะแปลงคนไทยให้เข้าสู่ภาวะ (ด้อย) มาตรฐานสากลครับ

ยังจะมีความหวังอยู่ ที่เราทุกคนต้องช่วยกัน เหมือนตอนน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว ที่คนไทยที่ไม่แล้งน้ำใจ จิตอาสาจากไหนไม่รู้ช่วยกัน ไม่อย่างนั้น ถ้ารอเขาเถียงกัน แบ่งพวกกันยังไม่เสร็จคงอดตายกันไปเยอะ

อย่ารอคนสั่งได้ไหม ขอจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่ยังมีชาติไทยในใจ ไม่ถูกฝังไปด้วยสินจ้าง รางวัล มาช่วยกันสร้างคนไทยใหม่บ้างเถอะมองไปข้างหน้า…..ต้องมีความหวัง

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %