ระบบสุขภาพไทย 1 เอเชีย อันดับ 6 โลก

mhorduer

ระบบสุขภาพ “ไทย” ที่ 1 ในเอเชีย อันดับ 6 โลกยกย่องพร้อมรับมือโรคระบาด หัวข้อข่าวเรื่องเด่น “ไทยรัฐออนไลน์” www.thairath.co.th วันที่ 8 มิถุนายน 2563

ทั้งยังได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 13 ประเทศที่มีความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดมากที่สุด โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด 6 ด้าน ดังนี้

1. การป้องกัน โรค ได้ 75.7 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก

2. ความสามารถในการตรวจจับโรคและรายงานที่รวดเร็ว ได้ 81.0 คะแนน อันดับที่ 15 ของโลก

3. การตอบโต้และบรรเทาผลกระทบของโรคระบาดอย่างรวดเร็วได้ 78.6 คะแนน อันดับที่ 5 ของโลก

4. มีระบบสุขภาพที่เข้มแข็งและมั่นคง ได้ 70.5 คะแนน อันดับที่ 2 ของโลก

5. มีความมุ่งมั่นในการพัฒนา ศักยภาพของประเทศ มีแผน งบประมาณด้านป้องกันควบคุมโรค และดำเนินงานตามแนวปฏิบัติสากล ได้ 70.9 คะแนน อันดับที่ 12 ของโลก

6. ความเสี่ยงต่อภัยคุกคามด้านชีวภาพ ได้ 56.4 คะแนน อันดับที่ 93 ของโลก

นอกจากนี้ นิตยสาร CEOWORLD นิตยสารด้านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลกประจำปี 2562 พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข, ประสิทธิภาพของบุคลากร ด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล บุคลากรอื่นๆ, ค่าใช้จ่ายในระบบ, การเข้าถึงยาคุณภาพ, ความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ นับรวมไปถึงการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ

เช่น สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ระบบสุขอนามัย การควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น การจัดการกับบุหรี่…ยาสูบ การจัดการโรคอ้วน จากการสำรวจทั้งหมด 89 ประเทศทั่วโลก พบว่า…

ประเทศไทยมีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และ…อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก โดยได้คะแนนทั้งหมด 67.99 เต็ม 100 แบ่งออกเป็น…ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 92.58 คะแนน…ด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 17.37 คะแนน…ด้านค่าใช้จ่าย 96.22 คะแนน…ด้านการเข้าถึงยา 67.51 คะแนน…ความพร้อมของรัฐบาล 89.91 คะแนน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

อดีตสะท้อนปัจจุบัน…สิ่งที่ทำวันนี้ย่อมกำหนดอนาคต เดือนเมษายน 2561 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ สภากาชาดไทย วิเคราะห์เชิงสงสัย ทำไม? ระบบ สุขภาพของประเทศไทย อยู่ในฐานะ ตั้งรับ ร่อแร่ และ…เพลี่ยงพล้ำ อยู่ตลอดเวลา

ผลลัพธ์ก็คือ…เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งต่อตัว “ระบบ”… “คนป่วย” และ “ผู้รักษา”

“เกิดความไม่เข้าใจกัน มีความไม่ไว้ใจกัน ความรู้สึกเป็นศัตรูต่อกันระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้การรักษาและกลายเป็นตัวใครตัวมัน”

จากการทำงานในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขพบความล้มเหลวเป็นระบบและจากการที่ไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีความเชื่อมโยงการแก้ปัญหา ทำด้วยกระบวนการซ้ำซากคับแคบ จัดตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการชุดแล้วชุดเล่า…นอกจากจะขาดความเชื่อมโยงแล้วยังมีกระบวนการจากภายนอกที่ทำให้ประเทศไทยไม่ใช่แต่ประสบเคราะห์กรรมทางด้านระบบสุขภาพ แต่กลับทำให้กลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา

และ…ที่สำคัญ “คนไทย” ตกเป็นทาสบริวารของบริษัทพ่อค้านายทุน?

“สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นที่สำคัญก็คือส่วนราชการ ข้าราชการละเลย เพิกเฉยจงใจ ตั้งใจ ไม่ทำงาน ไม่แก้ปัญหา หรือไม่ก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยเอี่ยวกับนายทุนต่างๆ…ในส่วนระบบสาธารณสุขระบบโครงสร้างก็ซ้ำซ้อนวุ่นวายกันอย่างเหลือเชื่อ ทั้งในการแบ่งงานของรองปลัด ผู้ตรวจการ ในการควบคุมกรมสำนักเป็น 10 เป็น 100 และต่างคนต่างทำงาน ไม่มีการขับเคลื่อน เพราะไม่รู้จะขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร”

จากแผนปฏิรูปที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 6 เมษายน 2561 ได้แจกแจงข้อมูลชัดเจนถึงลักษณะความซ้ำซ้อนไม่บูรณาการและกำหนดให้มีการยุบโครงสร้างของกลุ่มต่างๆ และกรมต่างๆ สำนัก ให้เป็น กลุ่มก้อนเดียวกัน…โดยไม่มีการไล่ผู้ทำงานออก แต่เป็นการจัดระเบียบให้ผู้มีความรู้ความสามารถประสบการณ์ทางด้านเดียวกัน ได้ทำงานร่วมกันได้และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

จนกระทั่งบัดนี้…ยังไม่มีการขยับใดๆทั้งสิ้น?

“การรักษาและป้องกัน ต้องช่วยกันคิด จากเงินก้อนเดียวกันในเขตสุขภาพ ทราบต้นทุนด้านกำลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และความเสี่ยงด้านปัจจัยทำลายสุขภาพ…ไม่ใช่ป้องกันแยกทาง รักษาแยกทาง”

ในส่วนของการเงินการคลัง การคิดงบเบ็ดเสร็จในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะหรือโรค เป็นการคิดโดยการ “มโน” ไม่ได้ถือตามสิ่งที่ปรากฏจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หรือไม่?

ทั้งนี้ โดยที่ผู้ป่วยมีความหนักหนา สาหัส มีอาการแทรกซ้อนและมีจำนวนมากมายเกินกว่าที่จะรับมือได้จากหมอ พยาบาล และนอกจากนั้นยังขาดความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ความรู้และทำงานเกินกำลังที่สามารถจะรับได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย

“การมโนงบที่ให้โดยหลักประกันสุขภาพไม่ได้แจกแจงให้คนไทยทราบถึงงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย และประโคมโหมโฆษณาเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและรัฐบาลว่าหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้ป่วย ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริงใดๆทั้งสิ้น และต้องมีการกระเบียดกระเสียน หางบต่างๆทั้งขอบริจาค การกุศล ฯลฯ”

เหลียวไปมองในด้านประชาชนเอง นอกจากขาดความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ร่อแร่ของประเทศไทยแล้วยังขาดการเพาะบ่มความรู้ การหาความรู้ ขาดวินัย ความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งกันและกัน…ซึ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังรากลึกตั้งแต่เกิด

ประเด็นสำคัญมีอีกว่า “ระบบการศึกษา” ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงจากกระทรวงศึกษาธิการ อนุบาล ประถม มัธยม ระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัย การจะสร้างคนไทยเป็นคนไทยสายพันธุ์ไทยที่ดั้งเดิมเฉกเช่นบรรพบุรุษสมัย โบราณได้ทำไว้ สามารถกระทำได้โดยละลายกระทรวงทบวงกรมเหล่านี้

ที่สำคัญคือต้องมีการกำจัดบุคคลซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาในด้านการศึกษา

อีกทั้งสรรพปัญหาสั่งสม ฝังรากลึก…ส่งผลให้ “ประเทศไทย” ยังเป็น “ประเทศด้อยพัฒนา” ด้วยมูลเหตุเพราะ…ไม่รวยจริง คนรวย 1% ถ่างความเหลื่อมล้ำ หักผลประโยชน์เข้าประชารัฐ…ทรัพยากรรวย ผืนแผ่นดินดีแต่ถูกตัดไปขายต่างชาติ…ยัดเยียดสารเคมี สารพิษเต็มเหนี่ยวคนตาย มะเร็ง สมอง ไต หาหยุดไม่…

เป็นที่ทิ้งขยะพิษสากล ปล่อยสร้างอาคาร โรงงาน เละเทะ…ตัดทางลม ทางระบายน้ำ ระบายของเสีย…ขัดขวางการใช้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์…เอี่ยวโรงงานถ่านหิน บังหน้าสร้างโรงงานไฟฟ้าจากขยะในจังหวัดต่างๆ ควบคุมไม่ได้ยัดเงินการอนุมัติการตรวจการควบคุมหรือเปล่า?

“คนที่มีอำนาจไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรจะทำงานที่เสนอขึ้นไป กลับกลายเป็นติดคอขวด…ถูกทำให้ยืดเยื้อเป็นที่น่าสงสัยว่ามีอะไรแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังมีกระบวนการตั้งคณะทำงานซ้ำซากซ้ำซ้อนในการถ่วงเวลา

กระทรวงทบวงกรมต่างๆที่จัดตั้งใหม่ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษาฯชื่อจะดูดีก็ตาม แต่กลุ่มคนก็เป็นคนแบบเดิมๆที่มีความรู้ ความเข้าใจจำกัดและจัดตั้งขึ้นมาทำไม…สรุปอยู่ที่คนแม้จะมีระบบมีโครงสร้าง แต่ทั้งปวงเหล่านี้เกิดจากคนทั้งสิ้น…” เหล่านี้เป็นทั้งคำถามและปัญหาที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า…ทำไม?

อลวลอลเวง “ประเทศไทย”“ระบบสุขภาพ” ได้รับการชื่นชม สู้โรคระบาดได้ดี แต่กว่าจะมีวันนี้ต้องไม่ลืมที่จะสะสาง แก้ปัญหาที่สั่งสม ฝังรากลึกให้สำเร็จเบ็ดเสร็จให้จงได้.

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 มิ.ย. 2563 05:03 น.