30 วันอันตราย หลังได้รับยารักษามะเร็ง

mhorduer

กลับไปที่อังกฤษ ถิ่นเก่าของลูกหมอดื้อ หลังจากไปเจอบทความใน Lancet Oncology ที่ขึ้นหัวข้อว่า “30-day mortality after systemic anticancer treatment for breast and lung cancer in England : a population-based, observational study” หรืออัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังจากได้รับยาคีโม (systemic chemotherapy) ต้านมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปอดในประเทศอังกฤษ

เป็นการศึกษาแบบ ติดตามดูคนไข้อย่างต่อเนื่อง หัวข้อวิจัยนี้ถือเป็นหัวข้อที่สำคัญเพราะว่ามีการใช้คีโมเพื่อรักษามะเร็งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การวิจัยจำพวกนี้จะมีประโยชน์ในวงกว้างต่อทั้งผู้จ่ายและผู้รับยา เพราะข้อมูลที่มากขึ้นสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกวิธีการรักษาคนไข้มะเร็งได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

มะเร็งหรือเนื้อร้ายคือเซลล์ที่มีความผิดปกติทางดีเอ็นเอ ทำให้มันมีความสามารถในการแพร่กระจายในร่างกายได้อย่างไม่มีขอบเขต ยาคีโมออกแบบมาเพื่อยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง และจะมีการให้เป็นรอบๆ (cycle) แต่ละรอบจะใช้เวลา 21 ไม่ก็ 28 วัน ส่วนมากจะใช้ยาสู้กับมะเร็งร่วมกับการผ่าตัดนำเนื้อร้ายออก หรือใช้ร่วมกับรังสี (radiotherapy) ในการฆ่าเซลล์มะเร็งเพื่อที่จะลดจำนวนเซลล์ร้ายออกไปให้มากที่สุด สามารถใช้เป็นวิธีการยืดอายุและทำให้อยู่อย่างสบายนานที่สุดโดยอาจจะใช้แค่ยาคีโมอย่างเดียวก็ได้ (Palliative intent)

แต่ปัญหาคือความเป็นพิษของมันทำให้เกิดผลข้างเคียงซึ่งบางครั้งก็อาจถึงชีวิต

หัวข้อวิจัยนี้จึงทำขึ้นมาเพื่อหาจุดที่สามารถแก้ไขให้การใช้ยามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นคณะผู้รายงานรวบรวมผู้ป่วยหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมหญิงและชายที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งปอด (non-small cell lung cancer) ที่ได้รับยาคีโมต้านมะเร็ง โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าจะเป็นมะเร็งขั้นไหน หรือเคยได้รับการรักษาอะไรมาก่อน ข้อมูลที่ได้นำมาแบ่งแยกระหว่างโรงพยาบาล

และถ้าพบว่าบางโรงพยาบาลมีอัตราการตายใน 30 วันสูงผิดปกติจะได้มีการทบทวนเป็นทางการจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และหาทางออกในการเพิ่มความปลอดภัย

โดยคณะผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลคนไข้มะเร็งเต้านมได้ทั้งหมด 23,228 คน และมะเร็งปอด 9,634 คน ที่ได้รับยาคีโมแบบทั่วไป (cytotoxic) หรือแบบเจาะจง (monoclonal antibodies/ biologics) รายงานการเสียชีวิตนั้นไม่ได้แบ่งแยกว่าเสียชีวิตจากพิษยาคีโมโดยตรงหรือจากโรคมะเร็ง

คณะผู้วิจัยพบว่ามีการเสียชีวิตทั้งหมด 700 คน จาก 23,228 คนภายใน 30 วันในกลุ่มมะเร็งเต้านม (569 คน ในกลุ่ม Palliative 41 คน ในกลุ่ม Curative ที่เหลือ 90 คน ไม่สามารถบอกได้จากประวัติ) 1,274 คน จาก 15,045 คนในกลุ่มมะเร็งปอดภายใน 30 วัน (1,061 คนในกลุ่ม Palliative 70 คน ในกลุ่ม Curative ที่เหลือ 143 คน ไม่สามารถบอกได้จากประวัติ)

จากด้านบนก็จะเห็นชัดว่ากลุ่มมะเร็งปอดจะเสียชีวิตเยอะกว่ากลุ่มมะเร็งเต้านมใน 30 วัน กลุ่มที่เป็นจุดมุ่งหมาย แบบประคับประคอง หรือ palliative intent ในมะเร็งทั้งสองชนิดจะเสียชีวิตมากกว่ากลุ่ม curative intent มาดูที่อายุ พบว่าทั้ง คนไข้มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด โอกาสเสียชีวิตเพิ่มตามอายุในกลุ่มที่ได้รับคีโมเพื่อหวังกำจัดมะเร็ง (Curative intent) ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะอายุที่มากขึ้นก็หมายความว่าจะมีร่างกายที่แข็งแรงน้อยลง แต่ในกลุ่มที่ให้เพื่อประคับประคอง (Palliative intent) น่าแปลกใจว่าโอกาสเสียชีวิตน้อยลงในอายุที่มากขึ้น

ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมีการคัดเลือกที่ดี คนไข้ที่อาจจะมีสุขภาพไม่ดีอยู่แล้วจึงไม่ได้รับคีโม

อีกเหตุผลก็เพราะกลุ่มที่อายุมากกว่ามักจะได้รับคีโมในระดับที่ต่ำกว่าเนื่องจากมีการระมัดระวังมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ (จาก performance status) หรือมีโรคประจำตัวมากหลายอยู่แล้ว ก็จะมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า และก็น่าจะเป็นเพราะร่างกายและอวัยวะที่เปราะบางไม่สามารถทนต่อคีโมได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่สามารถนำมาพัฒนาการเลือกคนไข้สำหรับคีโมได้ และในคนที่ได้รับคีโมเป็นครั้งแรกจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าที่ได้รับยามาหลายรอบซึ่งก็เป็นจุดที่อาจจะสามารถแก้ไขได้ เช่น การเตือนคนไข้ถึงอาการที่อาจสื่อถึงผลข้างเคียงที่อันตราย เพื่อที่จะได้เข้ามารักษาอย่างทันท่วงที

คณะผู้รายงานได้พบอีกว่าในกลุ่ม curative intent ของมะเร็งปอดมีการเสียชีวิตใน 30 วัน มากถึง 3% เทียบกับการศึกษาของยาคีโมของมะเร็งก่อนหน้านี้มีการเสียชีวิตแค่ 0.8% จากพิษของคีโมหลังการผ่าตัด

ทั้งนี้ ตัวเลข 3% เป็นที่น่าเป็นห่วงเพราะการรักษานี้จะ เพิ่มการอยู่รอดถึง 5 ปี (5 years survival) เพียง 4-5% และอาจจะแปลว่าการรักษาแบบนี้อาจจะไม่ได้มีประโยชน์มากนักเสียแล้ว

การวิจัยนี้ชี้ว่าคนไข้ที่เสียชีวิตส่วนหนึ่ง เป็นเพราะการเลือกคนไข้ที่ไม่มีความพร้อมทางร่างกาย จึงไม่สามารถทนพิษของมันได้

คณะผู้รายงานแนะนำให้มีการทบทวนข้อมูลประสิทธิภาพ ความปลอดภัยของยามากกว่าที่ปรากฏในรายงานการศึกษา และแพทย์มีความจำเป็นต้องชั่งระหว่างประโยชน์และโทษ และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่จะเสียไปและผลข้างเคียงจากยา

นอกเหนือจากการคัดเลือกคนไข้แล้วในรายงานนี้ไม่ได้กล่าวถึงเหตุผลของการเสียชีวิต แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นใน 30 วันแรก อาจจะเป็นเพราะคีโมไปทำลายเซลล์มะเร็ง ขณะเดียวกันก็ได้ไปกระตุ้นการอักเสบซึ่งในคนแข็งแรง ร่างกายยังรับไหว แต่ในคนที่บอบบางอยู่แล้ว การอักเสบนี้อาจจะไปทำให้ร่างกายไม่สามารถสู้ต่อไปได้ กลายเป็นผลร้าย นอกจากผลเสียระยะสั้น ในระยะกลางถึงยาว การอักเสบอาจจะไปเร่งการเติบโตของมะเร็งที่เหลืออยู่หลังจากคีโมด้วยก็เป็นได้

การอักเสบสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งผ่านสารที่ถูกปล่อยมาจากเม็ดเลือดขาว และยังอาจจะไปกระตุ้นให้มันกลายพันธุ์ ดื้อต่อยารักษามะเร็งทำให้มันกลับมาเติบโตอีกรอบก็เป็นได้

วันนี้ก็จึงวกกลับมาที่กัญชาทางการแพทย์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอักเสบทั้งระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และแบบจำเพาะ (innate และ adaptive immunity) และอาจจะมีฤทธิ์ลดการเจริญเติบโตของเซลล์อีกด้วย แต่ทั้งนี้ต้องปลอดสารพิษฆ่าหญ้าฆ่าแมลงเพราะสารพวกนี้เป็นตัวกระตุ้นการอักเสบและหมอกลัวว่าผลดีของมันจะหายไปหมด อย่าลืมลดแป้ง ลดหวาน ทุเรียนก็ให้พอประมาณนะครับ ด้วยความเป็นห่วง.

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2562 05:01 น.